ถูกลูกจ้างฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม นายจ้างสู้คดีที่ศาลแรงงานอย่างไร? ข้อต่อสู้ ฎีกา เอกสาร และขั้นตอน
คู่มือนายจ้างเมื่อถูกลูกจ้างฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมที่ศาลแรงงาน ศาลดูอะไร ข้อต่อสู้ที่ใช้ได้ ฎีกาเรื่องขาดทุนและผลงาน ขั้นตอนเมื่อได้หมายเรียก และเอกสารที่ต้องเตรียม

คำตอบสั้น: เมื่อลูกจ้างฟ้องว่าถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานจะดูว่านายจ้างมีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างหรือไม่ ถ้าไม่มี ศาลอาจสั่งให้รับกลับเข้าทำงาน หรือให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายตามมาตรา 49 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 นายจ้างชนะคดีได้ถ้ามีเหตุเลิกจ้างจริง เขียนเหตุไว้ในหนังสือเลิกจ้าง และมีเอกสารพิสูจน์ เช่น หนังสือเตือน ผลประเมินงาน งบการเงิน และหลักเกณฑ์คัดเลือกคนที่ใช้กับทุกคนเท่ากัน
คดีแรงงานแตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไปหลายจุด ลูกจ้างฟ้องได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล (มาตรา 27) ฟ้องด้วยวาจาก็ได้ (มาตรา 35) ศาลเป็นผู้ซักถามพยานเอง (มาตรา 45) และการอุทธรณ์ทำได้เฉพาะข้อกฎหมาย (มาตรา 54) นายจ้างที่ไม่รู้ลักษณะเหล่านี้มักเสียเปรียบตั้งแต่นัดแรก
บทความนี้อธิบายสำหรับนายจ้างว่า เมื่อได้รับหมายเรียกจากศาลแรงงานต้องทำอะไร ข้อต่อสู้ที่ใช้ได้มีอะไรบ้าง ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไร และต้องเตรียมเอกสารอะไร
“เลิกจ้างไม่เป็นธรรม” ต่างจาก “ไม่จ่ายค่าชดเชย” อย่างไร
นายจ้างหลายรายเข้าใจว่า ถ้าจ่ายค่าชดเชยครบแล้วจะเลิกจ้างอย่างไรก็ได้ ความจริงเป็นคนละเรื่องกัน
| เรื่อง | ค่าชดเชย | ค่าเสียหายฐานเลิกจ้างไม่เป็นธรรม |
|---|---|---|
| กฎหมาย | มาตรา 118 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน | มาตรา 49 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ |
| เมื่อไรต้องจ่าย | เลิกจ้างลูกจ้างที่ทำงานครบ 120 วัน เว้นแต่เข้ามาตรา 119 | ศาลเห็นว่าเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควร |
| จำนวน | ตามตารางอายุงาน 30–400 วัน | ศาลกำหนดตามดุลพินิจ |
| จ่ายค่าชดเชยแล้วพ้นหรือไม่ | – | ไม่พ้น ลูกจ้างยังฟ้องได้ แต่ศาลนำค่าชดเชยที่ได้รับมาประกอบการกำหนดค่าเสียหาย |
ดังนั้นแม้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยครบ ถ้าเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควร ก็ยังอาจต้องจ่ายค่าเสียหายตามมาตรา 49 เพิ่มอีก
ศาลดูอะไร เมื่อพิจารณาว่าเลิกจ้างเป็นธรรมหรือไม่
มาตรา 49 ไม่ได้ให้นิยามคำว่า “ไม่เป็นธรรม” ศาลพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างหรือไม่ โดยดูจากข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่ได้ดูเพียงว่ามีการเลิกจ้างเกิดขึ้น
ในฎีกาที่ 4630/2565 ผู้บริหารฝ่ายบัญชีการเงินทำงานล่าช้าและไม่รายงานผลงานต่อเนื่องราว 2 เดือน นายจ้างออกหนังสือเตือนและให้โอกาสปรับปรุงแล้ว แต่ลูกจ้างยังทำงานไม่ได้ตามที่ควร ศาลเห็นว่านายจ้างมีเหตุอันสมควร ไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ยกฟ้องค่าเสียหายตามมาตรา 49
จากคดีนี้ เหตุที่ช่วยนายจ้างมี 3 ข้อ คือ ตำแหน่งของลูกจ้างมีความรับผิดชอบสูง มีหนังสือเตือน และนายจ้างให้โอกาสแก้ไขแล้ว

เลิกจ้างเพราะขาดทุนหรือปรับโครงสร้าง ศาลยอมรับเมื่อใด
เหตุทางเศรษฐกิจเป็นเหตุที่นายจ้างใช้บ่อย และศาลวินิจฉัยไว้ทั้งสองทาง
คดีที่นายจ้างชนะ: ฎีกาที่ 3119–3135/2567
ศาลฎีกาวางแนวว่า นายจ้างไม่จำเป็นต้องขาดทุนสะสมหลายปีก่อนจึงจะลดคนได้ ศาลพิจารณา 3 เรื่อง คือ
- ผลขาดทุนกระทบทั้งกิจการหรือเฉพาะบางส่วน
- นายจ้างใช้มาตรการอื่นก่อนหรือไม่ เช่น ลดการจ้างผู้รับเหมา ลดการทำงานล่วงเวลา หรือหยุดรับคนใหม่
- การคัดเลือกคนที่ถูกเลิกจ้างเป็นธรรมหรือไม่
เมื่อนายจ้างพิสูจน์ได้ครบ ศาลเห็นว่าการเลิกจ้างไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
คดีที่นายจ้างแพ้: ฎีกาที่ 96–98/2544
บริษัทประกันภัยเลิกจ้างลูกจ้าง 3 คน หนังสือเลิกจ้างอ้างเพียงความจำเป็นทางเศรษฐกิจและการแข่งขัน หลังเลิกจ้างกลับรับพนักงานใหม่เข้าแผนกเดิมในจำนวนใกล้เคียงกัน และไม่เคยประกาศหลักเกณฑ์คัดเลือก ศาลเห็นว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และนายจ้างยกเรื่องผลขาดทุนที่ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นมาอ้างในชั้นฎีกาไม่ได้
บทเรียนสำหรับนายจ้างที่จะลดคน
- เก็บงบการเงิน รายงานยอดขาย และรายงานการประชุมที่แสดงเหตุผลทางธุรกิจ
- บันทึกมาตรการที่ทำก่อนเลิกจ้าง เช่น ลด OT หยุดรับคน ลดผู้รับเหมา
- กำหนดหลักเกณฑ์คัดเลือกเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ผลงาน อายุงาน ตำแหน่งที่ถูกยุบ และใช้กับทุกคนเท่ากัน
- ไม่รับคนใหม่เข้าตำแหน่งเดิมในระยะใกล้ ๆ หลังเลิกจ้าง
- เขียนเหตุผลทางเศรษฐกิจและหลักเกณฑ์ไว้ในหนังสือเลิกจ้าง
ข้อควรรู้: ถ้าเลิกจ้างเพราะปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต หรือบริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนเทคโนโลยี ต้องแจ้งพนักงานตรวจแรงงานและลูกจ้างล่วงหน้าอย่างน้อย 60 วัน ถ้าไม่แจ้ง ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้าง 60 วัน นอกเหนือจากค่าชดเชยปกติ ตามมาตรา 121 และถ้าลูกจ้างทำงานติดต่อกันเกิน 6 ปี ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 15 วันต่อปีที่ทำงาน รวมไม่เกิน 360 วัน ตามมาตรา 122
ได้รับหมายเรียกจากศาลแรงงาน ต้องทำอะไร
- ดูวันนัดทันที: ศาลแรงงานนัดพิจารณาเร็ว และนายจ้างยื่นคำให้การเป็นหนังสือก่อนวันนัดได้ (มาตรา 37)
- ไปศาลตามนัด: ถ้าจำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุ ศาลจะสั่งว่าจำเลยขาดนัด และพิจารณาชี้ขาดไปฝ่ายเดียวได้ (มาตรา 40) ถ้ามีเหตุจำเป็น ต้องแจ้งศาลภายใน 7 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง (มาตรา 41)
- ส่งผู้มีอำนาจตัดสินใจไปด้วย: นัดแรกศาลจะไกล่เกลี่ยก่อน (มาตรา 38) ถ้าไม่มีคนที่ตัดสินใจเรื่องเงินได้ การไกล่เกลี่ยมักไม่คืบหน้า
- เตรียมคำให้การและบัญชีพยาน: ต้องยื่นพยานหลักฐานภายในเวลาที่ศาลกำหนด (มาตรา 44)
- เตรียมพยานบุคคล: ศาลเป็นผู้ซักถามพยานเอง ทนายถามได้เมื่อศาลอนุญาต (มาตรา 45) พยานจึงต้องเล่าข้อเท็จจริงได้ชัดเจนด้วยตัวเอง
- พิจารณาฟ้องแย้ง: ถ้าลูกจ้างทำให้นายจ้างเสียหาย เช่น ทุจริตหรือทำทรัพย์สินเสียหาย นายจ้างอาจฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายในคดีเดียวกันได้

ข้อต่อสู้ที่นายจ้างใช้ได้บ่อย
| ข้อต่อสู้ | เอกสารที่ต้องใช้พิสูจน์ |
|---|---|
| ลูกจ้างกระทำผิดตามมาตรา 119 | หนังสือเตือน ข้อบังคับ บันทึกการสอบสวน หลักฐานการกระทำผิด และหนังสือเลิกจ้างที่ระบุเหตุ |
| ผลงานต่ำกว่ามาตรฐานหลังได้รับโอกาสแก้ไข | KPI หรือเป้าหมายงานที่ลูกจ้างรับทราบ ผลประเมินหลายรอบ หนังสือเตือน แผนพัฒนาการทำงาน |
| เหตุทางเศรษฐกิจหรือปรับโครงสร้าง | งบการเงิน รายงานการประชุม มาตรการก่อนเลิกจ้าง หลักเกณฑ์คัดเลือก รายชื่อตำแหน่งที่ยุบ |
| ลูกจ้างลาออกเอง ไม่ใช่การเลิกจ้าง | ใบลาออกที่ลูกจ้างเขียนเอง ข้อความแชตหรืออีเมลที่แสดงความสมัครใจ |
| สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาและสิ้นสุดตามกำหนด | สัญญาจ้างเป็นหนังสือที่เข้าเงื่อนไขมาตรา 118 วรรคท้าย |
| ค่าเสียหายที่ลูกจ้างเรียกสูงเกินไป | อายุงาน ค่าจ้าง ค่าชดเชยที่จ่ายแล้ว และหลักฐานว่าลูกจ้างได้งานใหม่แล้ว |
ข้อควรระวังเรื่องใบลาออก: การบังคับให้ลูกจ้างเขียนใบลาออกโดยไม่สมัครใจถือเป็นการเลิกจ้าง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 841/2562 นายจ้างจะอ้างว่าลูกจ้างลาออกเองไม่ได้
ข้อควรระวังเรื่องเหตุเลิกจ้าง: เหตุตามมาตรา 119 ที่ไม่ได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้าง หรือไม่ได้แจ้งลูกจ้างในขณะเลิกจ้าง นายจ้างยกขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้ (มาตรา 119 วรรคสอง) อ่านวิธีเขียนหนังสือเลิกจ้างในบทความเรื่องเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย
ถ้าศาลเห็นว่าไม่เป็นธรรม นายจ้างต้องรับผิดอะไร
ตามมาตรา 49 ศาลแรงงานสั่งได้ 2 แบบ
- ให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน ในอัตราค่าจ้างเดิมขณะเลิกจ้าง ในฎีกาที่ 6719/2558 ศาลแก้คำพิพากษาให้นับอายุงานของลูกจ้างที่ได้กลับเข้าทำงานต่อเนื่องจากอายุงานเดิม แต่ไม่นับช่วงที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงาน
- ให้จ่ายค่าเสียหายแทน เมื่อศาลเห็นว่านายจ้างกับลูกจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ โดยศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับ
ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาเรื่องความเป็นธรรมของการเลิกจ้าง และเลือกวิธีเยียวยาได้เองตามข้อเท็จจริง แม้ลูกจ้างไม่ได้ขอมาโดยตรง ตามฎีกาที่ 141/2534 และฎีกาที่ 8706/2543
นอกจากค่าเสียหาย ศาลอาจสั่งให้จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้าง และดอกเบี้ยตามมาตรา 9 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ในคดีเดียวกันด้วย
ถ้าลูกจ้างร้องพนักงานตรวจแรงงานแทนการฟ้องศาล
- ลูกจ้างยื่นคำร้องตามแบบ คร.7 ต่อพนักงานตรวจแรงงาน (มาตรา 123)
- พนักงานตรวจแรงงานต้องสอบข้อเท็จจริงและมีคำสั่งภายใน 60 วัน ขยายได้อีก 30 วัน (มาตรา 124)
- ถ้านายจ้างไม่พอใจคำสั่ง ต้องฟ้องคดีต่อศาลแรงงานภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่ง และต้องวางเงินตามจำนวนที่คำสั่งกำหนดต่อศาลก่อน (มาตรา 125)
- ถ้าไม่ฟ้องภายในกำหนด คำสั่งเป็นที่สุด และการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งมีโทษทางอาญา
ช่องทางนี้ใช้กับการเรียกเงินตามสิทธิ เช่น ค่าชดเชย ค่าจ้างค้าง ส่วนค่าเสียหายฐานเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 ลูกจ้างต้องฟ้องต่อศาลแรงงาน
อุทธรณ์ได้หรือไม่ ถ้าแพ้ในศาลแรงงาน
- อุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมาย ต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ภายใน 15 วันนับแต่วันอ่านคำพิพากษา (มาตรา 54)
- ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานฟังมา (มาตรา 56) ข้อเท็จจริงจึงต้องชนะตั้งแต่ศาลแรงงาน
- การยื่นอุทธรณ์ไม่ทำให้การบังคับคดีหยุดเอง ต้องยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ (มาตรา 55)
- การฎีกาต่อศาลฎีกาเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งต้องได้รับอนุญาตให้ฎีกา (มาตรา 57/1)

วิธีลดความเสี่ยงถูกฟ้อง ก่อนเลิกจ้าง
- มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ประกาศใช้ถูกต้อง (นายจ้างที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป ตามมาตรา 108)
- กำหนดเป้าหมายงานที่วัดได้ และให้ลูกจ้างลงชื่อรับทราบ
- บันทึกปัญหาเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ครั้งแรก ออกหนังสือเตือนเมื่อเหมาะสม
- ให้ลูกจ้างได้ชี้แจงก่อนตัดสินใจ
- เขียนหนังสือเลิกจ้างระบุเหตุให้ครบ
- จ่ายเงินตามสิทธิให้ครบภายในกำหนด
- ถ้าข้อเท็จจริงไม่ชัด พิจารณาเจรจาและทำบันทึกข้อตกลงตอนเลิกจ้าง
คำถามที่นายจ้างถามบ่อย
จ่ายค่าชดเชยครบแล้ว ลูกจ้างยังฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้หรือไม่
ได้ ค่าชดเชยตามมาตรา 118 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน กับค่าเสียหายฐานเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ เป็นคนละเรื่องกัน แต่ศาลนำค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับแล้วมาประกอบการกำหนดค่าเสียหาย
เลิกจ้างเพราะขาดทุน ถือว่าเป็นธรรมหรือไม่
อาจเป็นธรรมได้ ในฎีกาที่ 3119–3135/2567 ศาลวางแนวว่าไม่จำเป็นต้องขาดทุนสะสมหลายปี แต่ดูว่าผลกระทบเกิดกับกิจการจริง นายจ้างใช้มาตรการอื่นก่อน และคัดเลือกคนอย่างเป็นธรรม ถ้าเลิกจ้างแล้วรับคนใหม่เข้าตำแหน่งเดิม ศาลมักเห็นว่าไม่เป็นธรรม เช่นฎีกาที่ 96–98/2544
นายจ้างไม่ไปศาลแรงงานตามนัด จะเกิดอะไรขึ้น
ถ้าจำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุ ศาลจะสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดไปฝ่ายเดียวได้ตามมาตรา 40 ถ้ามีเหตุจำเป็นต้องแจ้งศาลภายใน 7 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 41
ลูกจ้างฟ้องศาลแรงงานต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลหรือไม่
ไม่ต้อง มาตรา 27 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ ยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ลูกจ้างจึงฟ้องได้ง่าย นายจ้างควรเตรียมเอกสารให้พร้อมตั้งแต่ก่อนเลิกจ้าง
ศาลแรงงานสั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานได้หรือไม่
ได้ มาตรา 49 ให้ศาลสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานในอัตราค่าจ้างเดิม หรือถ้าเห็นว่าทำงานร่วมกันต่อไปไม่ได้ ให้จ่ายค่าเสียหายแทน
ศาลกำหนดค่าเสียหายฐานเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจากอะไร
มาตรา 49 ให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับ ไม่มีสูตรตายตัว
แพ้คดีในศาลแรงงาน อุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้หรือไม่
ไม่ได้ มาตรา 54 ให้อุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมายต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ภายใน 15 วันนับแต่วันอ่านคำพิพากษา นายจ้างจึงต้องสู้ข้อเท็จจริงให้ครบตั้งแต่ศาลแรงงาน
ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน นายจ้างต้องทำอย่างไร
ฟ้องคดีต่อศาลแรงงานภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่ง และต้องวางเงินตามจำนวนที่คำสั่งกำหนดต่อศาลก่อนตามมาตรา 125 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ถ้าไม่ฟ้องภายในกำหนด คำสั่งเป็นที่สุด
สรุปสำหรับนายจ้าง
คดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมชนะกันที่เหตุผลและเอกสาร นายจ้างที่มีเหตุจริง เขียนเหตุไว้ในหนังสือเลิกจ้าง และพิสูจน์ด้วยเอกสารได้ มีโอกาสชนะคดี เช่นในฎีกาที่ 4630/2565 และฎีกาที่ 3119–3135/2567 ส่วนนายจ้างที่อ้างเหตุลอย ๆ หรือรับคนใหม่เข้าตำแหน่งเดิมหลังเลิกจ้าง มักแพ้ เช่นในฎีกาที่ 96–98/2544 เมื่อได้รับหมายเรียก ควรให้ทนายตรวจเอกสารก่อนวันนัดแรก เพราะวันนัดแรกคือวันไกล่เกลี่ย ซึ่งมีผลต่อจำนวนเงินที่ต้องจ่ายมาก
แหล่งอ้างอิง
- พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 27, 35, 37, 38, 40, 41, 44, 45, 49, 54–57/1
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 9, 108, 118, 119, 121, 122, 123–125 (หมวด 11 ค่าชดเชย)
- คำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตามที่อ้างในบทความ ตรวจฉบับเต็มได้ที่ deka.supremecourt.or.th
บทความนี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป ผลของแต่ละเรื่องขึ้นกับข้อเท็จจริงและเอกสารของกิจการนั้น ปรับปรุงล่าสุดเดือนพฤศจิกายน 2569
บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาสำหรับคดีใดคดีหนึ่ง ผลของแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและเอกสาร ควรปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจ


