รถจมน้ำ แต่ยังผ่อนไม่หมด ต้องจ่ายไฟแนนซ์ต่อหรือไม่?
28
กันยายน
โดย: Tanaysocial 0 ความเห็น

รถจมน้ำ แต่ยังผ่อนไม่หมด ต้องจ่ายไฟแนนซ์ต่อหรือไม่?

รถจมน้ำแต่ยังผ่อนไม่หมด ต้องจ่ายไฟแนนซ์ต่อไหม ทนายสรุปกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกา และสิทธิตามประกาศ สคบ. พร้อมถาม-ตอบ 8 ข้อ

โลโก้ทนายโซเชียล บริษัท ทนายโซเชียล จำกัด | กฎหมายน่ารู้

ปรึกษากฎหมาย โทร 095-169-9998 หรือแอดไลน์เพื่อติดต่อสอบถาม

เพิ่มเพื่อน LINE ทนายโซเชียล

 

กฎหมายเช่าซื้อ • ช่วงน้ำท่วม

ทนายความสรุปข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกา และสิทธิตามประกาศคุ้มครองผู้บริโภค ที่ผู้เช่าซื้อรถควรรู้ก่อนเซ็นเอกสารคืนรถ

ในบทความนี้

  1. รถผ่อนยังไม่ใช่รถของเรา
  2. หัวใจของเรื่อง: "ไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ"
  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ต้องรู้
  4. สิทธิตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและหลักเกณฑ์ ธปท.
  5. ถาม-ตอบ 8 ข้อ
  6. สิ่งที่ควรทำทันทีเมื่อรถจมน้ำ
  7. สรุป

 

แผนผังตัดสินใจ รถจมน้ำ ยังผ่อนไม่หมด ต้องจ่ายไฟแนนซ์ต่อไหม

 

คุณซื้อรถกระบะด้วยเงินผ่อน ผ่อนมาแล้ว 2 ปี ยังเหลืออีก 3 ปี คืนหนึ่งน้ำป่าไหลเข้าหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ภายในไม่กี่ชั่วโมงน้ำท่วมมิดหลังคารถ พอน้ำลด ช่างบอกว่าเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าเสียหายทั้งหมด ซ่อมไม่คุ้ม

สัปดาห์ต่อมา ไฟแนนซ์โทรมาทวงค่างวดตามปกติ พร้อมบอกว่า "รถพังก็ต้องผ่อนต่อจนครบนะคะ ตามสัญญาข้อ..."

คุณต้องจ่ายค่างวดอีก 3 ปีให้กับรถที่ใช้ไม่ได้แล้วจริงหรือ

คำตอบตามกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาคือ "ไม่จำเป็นเสมอไป" แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องรู้ ถ้าตัดสินใจผิดขั้นตอน อาจกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่โดยไม่รู้ตัว

 

1. รถผ่อนยังไม่ใช่รถของเรา

หลายคนเข้าใจว่ารถที่ผ่อนอยู่เป็นของตัวเองแล้ว แต่ในทางกฎหมาย กรรมสิทธิ์ยังเป็นของไฟแนนซ์จนกว่าจะผ่อนงวดสุดท้ายครบ

ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคหนึ่ง

อันว่าเช่าซื้อนั้น คือสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว

เพราะสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่ง ศาลฎีกาจึงนำหลักกฎหมายลักษณะเช่าทรัพย์มาใช้ด้วย และหลักข้อสำคัญที่สุดสำหรับเรื่องนี้คือ

ป.พ.พ. มาตรา 567

ถ้าทรัพย์สินซึ่งให้เช่าสูญหายไปทั้งหมดไซร้ ท่านว่าสัญญาเช่าก็ย่อมระงับไปด้วย

อธิบายง่าย ๆ เมื่อไม่มีรถให้เช่าแล้ว เช่น รถหาย หรือรถเสียหายจนใช้ไม่ได้ทั้งคัน สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงเองโดยผลของกฎหมาย ไม่ต้องรอให้ใครบอกเลิก และค่างวดที่ยังไม่ถึงกำหนดก็ไม่ต้องจ่ายอีก

 

2. หัวใจของเรื่อง: "ไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ"

ผู้เช่าซื้อจะหลุดพ้นความรับผิดได้ ต่อเมื่อความเสียหายไม่ได้เกิดจากความผิดหรือความประมาทของผู้เช่าซื้อ น้ำท่วมโดยทั่วไปถือเป็นเหตุสุดวิสัย

ป.พ.พ. มาตรา 8

คำว่า "เหตุสุดวิสัย" หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น

ข้อควรระวัง ถ้าไฟแนนซ์พิสูจน์ได้ว่าผู้เช่าซื้อรู้ล่วงหน้าหลายวันว่าน้ำจะมา มีที่สูงให้ย้ายรถแต่ไม่ย้าย หรือขับรถลุยน้ำลึกเอง อาจถูกมองว่าประมาทและต้องรับผิด

 

3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ต้องรู้

รถเสียหายจากสึนามิ: ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดหนี้คงค้าง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6850/2558
ผล: ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดหนี้คงค้าง

ข้อเท็จจริง รถที่เช่าซื้อเสียหายจากภัยสึนามิ ไฟแนนซ์รับรถคืนเมื่อเดือนมกราคม 2548 และนำออกประมูลขายทอดตลาดในเดือนกรกฎาคม 2548 ได้เงิน 116,000 บาท ซึ่งไม่พอชำระหนี้ จึงฟ้องเรียกส่วนที่ขาดจากผู้เช่าซื้อ สัญญาต่อท้ายแบ่งความรับผิดไว้ 2 กรณี ถ้ารถเสียหายเพราะความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องจ่ายเท่าหนี้คงค้างทั้งหมด ถ้าไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจ่ายเฉพาะค่าใช้จ่ายที่ไฟแนนซ์เสียไปจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย สึนามิเป็นภัยธรรมชาติ ไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดหนี้คงค้าง และไม่ต้องรับผิดส่วนที่ประมูลขายได้ไม่พอ คงรับผิดเพียงค่าเสียหาย เบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเท่าที่ไฟแนนซ์จ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุอันสมควร

เทียบกับน้ำท่วม น้ำท่วมเป็นภัยธรรมชาติเช่นเดียวกัน หลักของคดีนี้จึงนำมาปรับใช้ได้โดยตรง

 

ศาลยืนยันข้อสัญญาตามประกาศ สคบ.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6613/2558
ผล: ข้อสัญญาคุ้มครองผู้เช่าซื้อใช้บังคับได้

เป็นคดีจากภัยสึนามิเช่นกัน ศาลวินิจฉัยว่าข้อสัญญาที่ให้สัญญาสิ้นสุดเมื่อรถเสียหายจนซ่อมไม่ได้ และให้ผู้เช่าซื้อที่ไม่มีความผิดรับผิดเฉพาะค่าใช้จ่ายจริง สอดคล้องกับประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา จึงผูกพันทั้งผู้เช่าซื้อและไฟแนนซ์

 

สัญญาเขียนว่า "รับผิดทุกกรณี" ก็ยังไม่ต้องจ่าย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2281/2537
ผล: ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิด

ข้อเท็จจริง ผู้ค้ำประกันขับรถที่เช่าซื้อพาครอบครัวของผู้เช่าซื้อไปตามถนนศรีนครินทร์ ระหว่างทางเกิดไฟลุกไหม้ที่หน้ารถจนเสียหายทั้งคัน สัญญาเขียนไว้ชัดว่าผู้เช่าซื้อต้อง "รับผิดชอบแต่ผู้เดียวสำหรับการเสี่ยงต่อการสูญหายหรือเสียหายทุกชนิด รวมทั้งอัคคีภัย" ไฟแนนซ์จึงฟ้องผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันให้ชดใช้ราคารถ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ทั้งสองคนร่วมกันชดใช้เงิน 254,908 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย สัญญาเช่าซื้อระงับตามมาตรา 567 ประกอบมาตรา 572 ข้อสัญญาที่ให้รับผิดทุกชนิดหมายถึงเฉพาะความเสียหายที่ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดเท่านั้น เมื่อไฟแนนซ์ไม่ได้นำสืบว่าไฟไหม้เพราะความผิดของฝ่ายจำเลย ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องชำระราคารถ ศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

บทเรียน อย่าเพิ่งยอมจำนนเพียงเพราะไฟแนนซ์ชี้ให้ดูข้อสัญญา ศาลตีความข้อสัญญาทำนองนี้อย่างจำกัด

 

รถหาย ก็ใช้หลักเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 304/2522
ผล: สัญญาระงับ ไม่ต้องจ่ายค่างวดต่อ

ผู้เช่าซื้อจอดรถไว้ริมถนนในที่ที่จอดได้ ตอนกลางวัน ล็อกประตูเรียบร้อย มีรถคันอื่นจอดอยู่หลายคัน แต่รถถูกขโมย ศาลวินิจฉัยว่าไม่ใช่ความประมาทของผู้เช่าซื้อ สัญญาระงับ ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าซื้อหรือค่าเสียหายตั้งแต่งวดที่รถหายเป็นต้นไป

หลักที่ว่าสัญญาระงับนับแต่วันที่รถหาย และไฟแนนซ์เรียกค่างวดหลังจากนั้นไม่ได้ ยังปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 234/2522, 4593/2531, 948/2535, 2352/2536, 4634/2549 และ 10417/2551

ข้อสังเกต คดีเหล่านี้หลายคดีเป็นสัญญาที่ทำก่อนมีประกาศคุ้มครองผู้บริโภค และในสัญญามีข้อให้ผู้เช่าซื้อรับผิดจนครบแม้รถหาย ศาลจึงยังให้ผู้เช่าซื้อรับผิดตามข้อนั้นในฐานะ "เบี้ยปรับ" แต่ลดลงได้ถ้าสูงเกินส่วน (เช่น ฎ. 4593/2531, 5819/2550, 10417/2551) ไม่ได้พ้นความรับผิดไปทั้งหมด

 

อีกด้านที่ต้องระวัง: คืนรถแล้วยังโดนเรียกเงิน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3965/2564 (ประชุมใหญ่)
ผล: ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดค่าขาดราคา

ข้อเท็จจริง ผู้เช่าซื้อผิดนัดค่างวดตั้งแต่งวดที่ 14 ติดกัน 3 งวด ไฟแนนซ์ส่งหนังสือบอกกล่าวให้ชำระภายใน 30 วัน ผู้เช่าซื้อนำรถไปคืนก่อนครบกำหนด โดยเข้าใจว่าคืนรถแล้วจบ ไฟแนนซ์นำรถออกประมูลได้ 535,000 บาท แล้วฟ้องเรียกส่วนที่ขาด

ศาลฎีกา (ประชุมใหญ่) วินิจฉัย พฤติการณ์เช่นนี้ไม่ใช่การเลิกสัญญาโดยสมัครใจ แต่เป็นกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดผิดสัญญา ผู้เช่าซื้อยังต้องรับผิดค่าขาดราคา 72,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย นอกจากนี้ยังต้องจ่ายค่าขาดประโยชน์อีก 33,000 บาทตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งคดีส่วนนี้ยุติไปแล้ว รวมเป็นเงิน 105,000 บาท

บทเรียน กรณีรถยังซ่อมได้ ถ้าคืนรถโดยไม่มีข้อตกลงเป็นหนังสือ อาจต้องจ่ายส่วนต่างราคาขายทอดตลาด รถที่เคยจมน้ำมักประมูลได้ราคาต่ำมาก ส่วนต่างจึงอาจสูงกว่าที่คิด

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกา กรณีรถเช่าซื้อเสียหายหรือสูญหาย

 

4. สิทธิตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและหลักเกณฑ์ ธปท.

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 และหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ให้สิทธิผู้เช่าซื้อ ดังนี้

 

ห้ามให้จ่ายจนครบ เมื่อรถถูกทำลายโดยไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ

ไฟแนนซ์ห้ามทำข้อสัญญาให้ผู้เช่าซื้อต้องชำระค่าเช่าซื้อจนครบในกรณีรถสูญหาย ถูกทำลาย ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ โดยไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ เรียกได้เฉพาะเบี้ยปรับผิดนัด ค่าทวงถามหนี้ หรือภาษีมูลค่าเพิ่มที่คงเหลือ เท่าที่จ่ายไปจริงเท่านั้น (ประกาศฯ พ.ศ. 2565 ข้อ 6 (4))

 

ไฟแนนซ์บอกเลิกสัญญาได้ไม่ง่าย

ไฟแนนซ์จะบอกเลิกสัญญาเพราะผิดนัดได้ ผู้เช่าซื้อต้องผิดนัด 3 งวดติดต่อกัน และไฟแนนซ์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระภายในเวลาอย่างน้อย 30 วันก่อน ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสให้ผู้เช่าซื้อเจรจาหรือหาทางออก

 

สิทธิซื้อรถก่อนไฟแนนซ์นำออกขาย

ก่อนนำรถออกขาย ไฟแนนซ์ต้องมีหนังสือแจ้งผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน และผู้เช่าซื้อมีสิทธิซื้อรถก่อนภายใน 20 วัน ในราคาเท่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญา (ประกาศฉบับเก่ากำหนดไว้เพียง 7 วัน)

 

ไฟแนนซ์อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย

ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์อยู่ภายใต้การกำกับของ ธปท. ตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจต้องช่วยเหลือลูกค้าที่มีปัญหาชำระหนี้หรือประสบภัยพิบัติ หลักเกณฑ์ส่วนใหญ่มีผลตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2569 ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจึงควรขอความช่วยเหลือจากไฟแนนซ์เป็นหนังสือ ถ้าไม่ได้รับการดูแล ร้องเรียนไปยัง ธปท. ได้

 

สัญญาเก่าก็ยังมีทางสู้

สัญญาที่ทำก่อนมีประกาศและมีข้อให้จ่ายจนครบ ศาลถือว่าข้อนั้นเป็น "เบี้ยปรับ" ซึ่งศาลลดลงได้ถ้าสูงเกินส่วน (ป.พ.พ. มาตรา 383 • ฎ. 948/2535, 5819/2550)

 

5. ถาม-ตอบ ข้อสงสัยที่พบบ่อย

คำถาม: รถจมน้ำ ต้องผ่อนต่อไหม?

ตอบ: ขึ้นอยู่กับว่ารถเสียหายสิ้นเชิง หรือยังซ่อมได้

  • เสียหายสิ้นเชิง และไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ สัญญาระงับ ไม่ต้องผ่อนค่างวดที่เหลือ
  • ยังซ่อมได้ สัญญายังมีผลอยู่ ต้องผ่อนต่อตามปกติ ค่าซ่อมให้เคลมประกัน

 

คำถาม: อะไรคือ "เสียหายสิ้นเชิง"?

ตอบ: คือรถเสียหายจนซ่อมให้กลับมาใช้งานได้ดีดังเดิมไม่ได้ หรือค่าซ่อมไม่คุ้มกับมูลค่ารถ หลักฐานที่ดีที่สุดคือผลประเมิน "Total Loss" จากบริษัทประกัน หรือความเห็นของศูนย์บริการเป็นลายลักษณ์อักษร

 

คำถาม: ไฟแนนซ์บอกว่าสัญญาเขียนว่า "รับผิดทุกกรณีแม้เหตุสุดวิสัย" ต้องจ่ายไหม?

ตอบ: ไม่จำเป็นเสมอไป ศาลตีความข้อสัญญาทำนองนี้อย่างจำกัด (ฎ. 2281/2537) และประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาห้ามทำข้อสัญญาลักษณะนี้

 

คำถาม: รถแค่เสียหายบางส่วน คืนรถให้ไฟแนนซ์เลยได้ไหม?

ตอบ: คืนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 ซึ่งให้ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาในเวลาใดก็ได้ด้วยการส่งมอบรถคืน แต่อาจถูกเรียกค่าขาดราคา (ฎ. 3965/2564 ประชุมใหญ่) ควรคำนวณให้ดีว่าคืนรถแล้วจะเหลือหนี้เท่าไร

 

คำถาม: ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดด้วยไหม?

ตอบ: ถ้าผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิด ผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิดเช่นกัน ใน ฎ. 2281/2537 ศาลให้ทั้งผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันไม่ต้องชำระราคารถ แต่ถ้าผู้เช่าซื้อยังต้องรับผิด เช่น กรณีค่าขาดราคา ผู้ค้ำประกันอาจถูกฟ้องด้วย

 

คำถาม: ไฟแนนซ์อ้างว่าเราประมาท ไม่ย้ายรถหนีน้ำ ต้องทำอย่างไร?

ตอบ: เก็บหลักฐานว่าน้ำมาเร็วและรุนแรง เช่น ข่าว ประกาศเขตภัยพิบัติ ภาพระดับน้ำ ข้อความในกลุ่มไลน์หมู่บ้าน หรือพยานบุคคล ในคดีที่ผ่านมา เมื่อไฟแนนซ์นำสืบไม่ได้ว่าเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ศาลให้ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิด

 

คำถาม: มีประกันชั้น 1 ควรทำอย่างไร?

ตอบ: แจ้งเคลมทันที ประกันชั้น 1 ส่วนใหญ่คุ้มครองภัยน้ำท่วม แต่ควรตรวจเงื่อนไขในกรมธรรม์อีกครั้ง

  • ถ้าซ่อมได้ บริษัทประกันเป็นผู้ซ่อม
  • ถ้าเสียหายสิ้นเชิง บริษัทประกันจ่ายค่าสินไหมให้ไฟแนนซ์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์

ประกันชั้น 2+, 3+ และ 3 โดยทั่วไปไม่คุ้มครองน้ำท่วม เว้นแต่ซื้อความคุ้มครองเพิ่ม

 

คำถาม: ระหว่างรอประเมินความเสียหาย ควรหยุดจ่ายค่างวดไหม?

ตอบ: ไม่ควร ถ้าสุดท้ายรถซ่อมได้ การหยุดจ่ายจะทำให้ผิดนัด เสียเบี้ยปรับ และเสี่ยงถูกบอกเลิกสัญญา ทางที่ดีกว่าคือขอพักชำระหนี้หรือขอปรับโครงสร้างหนี้เป็นหนังสือ ซึ่งไฟแนนซ์มีหน้าที่ต้องช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ของ ธปท.

 

6. สิ่งที่ควรทำทันทีเมื่อรถจมน้ำ

  1. ห้ามสตาร์ทรถ น้ำอาจเข้าเครื่องยนต์ ความเสียหายจะเพิ่มขึ้น และบริษัทประกันอาจโต้แย้งเรื่องความเสียหายที่เกิดภายหลัง
  2. ถ่ายภาพและวิดีโอ ระดับน้ำ สภาพรถ และบริเวณรอบ ๆ พร้อมวันเวลา
  3. เก็บหลักฐานภัยพิบัติ เช่น ข่าว ประกาศเขตภัยพิบัติ ข้อความแจ้งเตือน
  4. แจ้งประกันและไฟแนนซ์เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น อีเมลหรือจดหมาย และเก็บหลักฐานการแจ้งไว้
  5. ขอผลประเมินความเสียหายเป็นหนังสือ จากบริษัทประกันหรือศูนย์บริการ
  6. ขอมาตรการช่วยเหลือเป็นหนังสือ เช่น พักชำระหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ ถ้าไฟแนนซ์ไม่ดูแล ร้องเรียน ธปท. ได้
  7. อย่าเพิ่งเซ็นเอกสารคืนรถ จนกว่าจะรู้ชัดว่าหลังคืนรถแล้วยังมีหนี้เหลือเท่าไร
  8. ถ้าจะคืนรถ ทำบันทึกสภาพรถร่วมกัน และขอหนังสือจากไฟแนนซ์ยืนยันว่าจะไม่เรียกค่าขาดราคา

เช็กลิสต์ 8 ข้อ สิ่งที่ต้องทำเมื่อรถจมน้ำ

 

7. สรุป

สถานการณ์ ผลทางกฎหมาย แนวคำพิพากษา
รถเสียหายสิ้นเชิงจากน้ำท่วม ไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ไม่ต้องจ่ายหนี้คงค้าง สัญญาระงับ ไม่ต้องจ่ายหนี้คงค้างและค่าขาดราคา จ่ายเฉพาะค่าใช้จ่ายจริง ฎ. 6850/2558, 6613/2558, 2281/2537
รถเสียหายสิ้นเชิง แต่ผู้เช่าซื้อประมาท อาจต้องรับผิด ตามสัญญา ฎ. 6850/2558
รถยังซ่อมได้ ผ่อนต่อ สัญญายังมีผลอยู่ ให้เคลมประกันค่าซ่อม –
รถยังซ่อมได้ แต่คืนรถให้ไฟแนนซ์ เสี่ยงค่าขาดราคา ฎ. 3965/2564 (ประชุมใหญ่)

 

น้ำท่วมทำให้เสียรถไปแล้ว อย่าให้ต้องเสียเงินเพิ่มเพราะไม่รู้สิทธิของตัวเอง

ข้อเท็จจริงและข้อสัญญาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ก่อนเซ็นเอกสารใด ๆ กับไฟแนนซ์ ควรให้ทนายความช่วยตรวจสอบ

 

 

ปรึกษาปัญหากฎหมายกับบริษัท ทนายโซเชียล จำกัด
ส่งข้อความหาเราทางเพจ Facebook ทนายโซเชียล เพื่อนัดตรวจสัญญาเช่าซื้อและเอกสารของคุณ หรือโทร 095-169-9998 และ แอดไลน์ทนายโซเชียล เพิ่มเพื่อน

 

 

 

บทความเกี่ยวกับรถยนต์เพิ่มเติม

คืนรถอย่างไร ไม่ต้องเสียค่าส่วนต่าง อ่านเพิ่มเติม

คืนรถอย่างไร ไม่ต้องเสียค่าส่วนต่าง

 

 

อ้างอิง

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8, 383, 567, 572, 573
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 304/2522, 234/2522, 4593/2531, 948/2535, 2352/2536, 2281/2537, 4634/2549, 5819/2550, 10417/2551, 6613/2558, 6850/2558 และ 3965/2564 (ประชุมใหญ่)
  • ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย: การกำกับดูแลธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์
  •  

บทความนี้เป็นข้อมูลทางกฎหมายทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะกรณี ผลของแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อสัญญาของแต่ละราย กรณีตัวอย่างในบทความเป็นสถานการณ์สมมติ

รถจมน้ำ แต่ยังผ่อนไม่หมด ต้องจ่ายไฟแนนซ์ต่อหรือไม่?

0 ความเห็น

แสดงความเห็น