แรงงาน

ถูกลูกจ้างฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม นายจ้างสู้คดีที่ศาลแรงงานอย่างไร? ข้อต่อสู้ ฎีกา เอกสาร และขั้นตอน

คู่มือนายจ้างเมื่อถูกลูกจ้างฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมที่ศาลแรงงาน ศาลดูอะไร ข้อต่อสู้ที่ใช้ได้ ฎีกาเรื่องขาดทุนและผลงาน ขั้นตอนเมื่อได้หมายเรียก และเอกสารที่ต้องเตรียม

โดย ทีมทนายความ ทนายโซเชียล··อ่าน 12 นาที
ถูกลูกจ้างฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม นายจ้างสู้คดีที่ศาลแรงงานอย่างไร? ข้อต่อสู้ ฎีกา เอกสาร และขั้นตอน

คำตอบสั้น: เมื่อลูกจ้างฟ้องว่าถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานจะดูว่านายจ้างมีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างหรือไม่ ถ้าไม่มี ศาลอาจสั่งให้รับกลับเข้าทำงาน หรือให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายตามมาตรา 49 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 นายจ้างชนะคดีได้ถ้ามีเหตุเลิกจ้างจริง เขียนเหตุไว้ในหนังสือเลิกจ้าง และมีเอกสารพิสูจน์ เช่น หนังสือเตือน ผลประเมินงาน งบการเงิน และหลักเกณฑ์คัดเลือกคนที่ใช้กับทุกคนเท่ากัน

คดีแรงงานแตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไปหลายจุด ลูกจ้างฟ้องได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล (มาตรา 27) ฟ้องด้วยวาจาก็ได้ (มาตรา 35) ศาลเป็นผู้ซักถามพยานเอง (มาตรา 45) และการอุทธรณ์ทำได้เฉพาะข้อกฎหมาย (มาตรา 54) นายจ้างที่ไม่รู้ลักษณะเหล่านี้มักเสียเปรียบตั้งแต่นัดแรก

บทความนี้อธิบายสำหรับนายจ้างว่า เมื่อได้รับหมายเรียกจากศาลแรงงานต้องทำอะไร ข้อต่อสู้ที่ใช้ได้มีอะไรบ้าง ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไร และต้องเตรียมเอกสารอะไร

“เลิกจ้างไม่เป็นธรรม” ต่างจาก “ไม่จ่ายค่าชดเชย” อย่างไร

นายจ้างหลายรายเข้าใจว่า ถ้าจ่ายค่าชดเชยครบแล้วจะเลิกจ้างอย่างไรก็ได้ ความจริงเป็นคนละเรื่องกัน

เรื่องค่าชดเชยค่าเสียหายฐานเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
กฎหมายมาตรา 118 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานมาตรา 49 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ
เมื่อไรต้องจ่ายเลิกจ้างลูกจ้างที่ทำงานครบ 120 วัน เว้นแต่เข้ามาตรา 119ศาลเห็นว่าเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควร
จำนวนตามตารางอายุงาน 30–400 วันศาลกำหนดตามดุลพินิจ
จ่ายค่าชดเชยแล้วพ้นหรือไม่–ไม่พ้น ลูกจ้างยังฟ้องได้ แต่ศาลนำค่าชดเชยที่ได้รับมาประกอบการกำหนดค่าเสียหาย

ดังนั้นแม้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยครบ ถ้าเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควร ก็ยังอาจต้องจ่ายค่าเสียหายตามมาตรา 49 เพิ่มอีก

ศาลดูอะไร เมื่อพิจารณาว่าเลิกจ้างเป็นธรรมหรือไม่

มาตรา 49 ไม่ได้ให้นิยามคำว่า “ไม่เป็นธรรม” ศาลพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างหรือไม่ โดยดูจากข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่ได้ดูเพียงว่ามีการเลิกจ้างเกิดขึ้น

ในฎีกาที่ 4630/2565 ผู้บริหารฝ่ายบัญชีการเงินทำงานล่าช้าและไม่รายงานผลงานต่อเนื่องราว 2 เดือน นายจ้างออกหนังสือเตือนและให้โอกาสปรับปรุงแล้ว แต่ลูกจ้างยังทำงานไม่ได้ตามที่ควร ศาลเห็นว่านายจ้างมีเหตุอันสมควร ไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ยกฟ้องค่าเสียหายตามมาตรา 49

จากคดีนี้ เหตุที่ช่วยนายจ้างมี 3 ข้อ คือ ตำแหน่งของลูกจ้างมีความรับผิดชอบสูง มีหนังสือเตือน และนายจ้างให้โอกาสแก้ไขแล้ว

ฎีกาเลิกจ้างเพราะขาดทุนหรือปรับโครงสร้าง คดีที่นายจ้างชนะและแพ้

เลิกจ้างเพราะขาดทุนหรือปรับโครงสร้าง ศาลยอมรับเมื่อใด

เหตุทางเศรษฐกิจเป็นเหตุที่นายจ้างใช้บ่อย และศาลวินิจฉัยไว้ทั้งสองทาง

คดีที่นายจ้างชนะ: ฎีกาที่ 3119–3135/2567

ศาลฎีกาวางแนวว่า นายจ้างไม่จำเป็นต้องขาดทุนสะสมหลายปีก่อนจึงจะลดคนได้ ศาลพิจารณา 3 เรื่อง คือ

  1. ผลขาดทุนกระทบทั้งกิจการหรือเฉพาะบางส่วน
  2. นายจ้างใช้มาตรการอื่นก่อนหรือไม่ เช่น ลดการจ้างผู้รับเหมา ลดการทำงานล่วงเวลา หรือหยุดรับคนใหม่
  3. การคัดเลือกคนที่ถูกเลิกจ้างเป็นธรรมหรือไม่

เมื่อนายจ้างพิสูจน์ได้ครบ ศาลเห็นว่าการเลิกจ้างไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

คดีที่นายจ้างแพ้: ฎีกาที่ 96–98/2544

บริษัทประกันภัยเลิกจ้างลูกจ้าง 3 คน หนังสือเลิกจ้างอ้างเพียงความจำเป็นทางเศรษฐกิจและการแข่งขัน หลังเลิกจ้างกลับรับพนักงานใหม่เข้าแผนกเดิมในจำนวนใกล้เคียงกัน และไม่เคยประกาศหลักเกณฑ์คัดเลือก ศาลเห็นว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และนายจ้างยกเรื่องผลขาดทุนที่ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นมาอ้างในชั้นฎีกาไม่ได้

บทเรียนสำหรับนายจ้างที่จะลดคน

  • เก็บงบการเงิน รายงานยอดขาย และรายงานการประชุมที่แสดงเหตุผลทางธุรกิจ
  • บันทึกมาตรการที่ทำก่อนเลิกจ้าง เช่น ลด OT หยุดรับคน ลดผู้รับเหมา
  • กำหนดหลักเกณฑ์คัดเลือกเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ผลงาน อายุงาน ตำแหน่งที่ถูกยุบ และใช้กับทุกคนเท่ากัน
  • ไม่รับคนใหม่เข้าตำแหน่งเดิมในระยะใกล้ ๆ หลังเลิกจ้าง
  • เขียนเหตุผลทางเศรษฐกิจและหลักเกณฑ์ไว้ในหนังสือเลิกจ้าง

ข้อควรรู้: ถ้าเลิกจ้างเพราะปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต หรือบริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนเทคโนโลยี ต้องแจ้งพนักงานตรวจแรงงานและลูกจ้างล่วงหน้าอย่างน้อย 60 วัน ถ้าไม่แจ้ง ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้าง 60 วัน นอกเหนือจากค่าชดเชยปกติ ตามมาตรา 121 และถ้าลูกจ้างทำงานติดต่อกันเกิน 6 ปี ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 15 วันต่อปีที่ทำงาน รวมไม่เกิน 360 วัน ตามมาตรา 122

ได้รับหมายเรียกจากศาลแรงงาน ต้องทำอะไร

  1. ดูวันนัดทันที: ศาลแรงงานนัดพิจารณาเร็ว และนายจ้างยื่นคำให้การเป็นหนังสือก่อนวันนัดได้ (มาตรา 37)
  2. ไปศาลตามนัด: ถ้าจำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุ ศาลจะสั่งว่าจำเลยขาดนัด และพิจารณาชี้ขาดไปฝ่ายเดียวได้ (มาตรา 40) ถ้ามีเหตุจำเป็น ต้องแจ้งศาลภายใน 7 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง (มาตรา 41)
  3. ส่งผู้มีอำนาจตัดสินใจไปด้วย: นัดแรกศาลจะไกล่เกลี่ยก่อน (มาตรา 38) ถ้าไม่มีคนที่ตัดสินใจเรื่องเงินได้ การไกล่เกลี่ยมักไม่คืบหน้า
  4. เตรียมคำให้การและบัญชีพยาน: ต้องยื่นพยานหลักฐานภายในเวลาที่ศาลกำหนด (มาตรา 44)
  5. เตรียมพยานบุคคล: ศาลเป็นผู้ซักถามพยานเอง ทนายถามได้เมื่อศาลอนุญาต (มาตรา 45) พยานจึงต้องเล่าข้อเท็จจริงได้ชัดเจนด้วยตัวเอง
  6. พิจารณาฟ้องแย้ง: ถ้าลูกจ้างทำให้นายจ้างเสียหาย เช่น ทุจริตหรือทำทรัพย์สินเสียหาย นายจ้างอาจฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายในคดีเดียวกันได้
ขั้นตอนคดีในศาลแรงงานที่นายจ้างต้องรู้

ข้อต่อสู้ที่นายจ้างใช้ได้บ่อย

ข้อต่อสู้เอกสารที่ต้องใช้พิสูจน์
ลูกจ้างกระทำผิดตามมาตรา 119หนังสือเตือน ข้อบังคับ บันทึกการสอบสวน หลักฐานการกระทำผิด และหนังสือเลิกจ้างที่ระบุเหตุ
ผลงานต่ำกว่ามาตรฐานหลังได้รับโอกาสแก้ไขKPI หรือเป้าหมายงานที่ลูกจ้างรับทราบ ผลประเมินหลายรอบ หนังสือเตือน แผนพัฒนาการทำงาน
เหตุทางเศรษฐกิจหรือปรับโครงสร้างงบการเงิน รายงานการประชุม มาตรการก่อนเลิกจ้าง หลักเกณฑ์คัดเลือก รายชื่อตำแหน่งที่ยุบ
ลูกจ้างลาออกเอง ไม่ใช่การเลิกจ้างใบลาออกที่ลูกจ้างเขียนเอง ข้อความแชตหรืออีเมลที่แสดงความสมัครใจ
สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาและสิ้นสุดตามกำหนดสัญญาจ้างเป็นหนังสือที่เข้าเงื่อนไขมาตรา 118 วรรคท้าย
ค่าเสียหายที่ลูกจ้างเรียกสูงเกินไปอายุงาน ค่าจ้าง ค่าชดเชยที่จ่ายแล้ว และหลักฐานว่าลูกจ้างได้งานใหม่แล้ว

ข้อควรระวังเรื่องใบลาออก: การบังคับให้ลูกจ้างเขียนใบลาออกโดยไม่สมัครใจถือเป็นการเลิกจ้าง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 841/2562 นายจ้างจะอ้างว่าลูกจ้างลาออกเองไม่ได้

ข้อควรระวังเรื่องเหตุเลิกจ้าง: เหตุตามมาตรา 119 ที่ไม่ได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้าง หรือไม่ได้แจ้งลูกจ้างในขณะเลิกจ้าง นายจ้างยกขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้ (มาตรา 119 วรรคสอง) อ่านวิธีเขียนหนังสือเลิกจ้างในบทความเรื่องเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย

ถ้าศาลเห็นว่าไม่เป็นธรรม นายจ้างต้องรับผิดอะไร

ตามมาตรา 49 ศาลแรงงานสั่งได้ 2 แบบ

  1. ให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน ในอัตราค่าจ้างเดิมขณะเลิกจ้าง ในฎีกาที่ 6719/2558 ศาลแก้คำพิพากษาให้นับอายุงานของลูกจ้างที่ได้กลับเข้าทำงานต่อเนื่องจากอายุงานเดิม แต่ไม่นับช่วงที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงาน
  2. ให้จ่ายค่าเสียหายแทน เมื่อศาลเห็นว่านายจ้างกับลูกจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ โดยศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับ

ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาเรื่องความเป็นธรรมของการเลิกจ้าง และเลือกวิธีเยียวยาได้เองตามข้อเท็จจริง แม้ลูกจ้างไม่ได้ขอมาโดยตรง ตามฎีกาที่ 141/2534 และฎีกาที่ 8706/2543

นอกจากค่าเสียหาย ศาลอาจสั่งให้จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้าง และดอกเบี้ยตามมาตรา 9 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ในคดีเดียวกันด้วย

ถ้าลูกจ้างร้องพนักงานตรวจแรงงานแทนการฟ้องศาล

  • ลูกจ้างยื่นคำร้องตามแบบ คร.7 ต่อพนักงานตรวจแรงงาน (มาตรา 123)
  • พนักงานตรวจแรงงานต้องสอบข้อเท็จจริงและมีคำสั่งภายใน 60 วัน ขยายได้อีก 30 วัน (มาตรา 124)
  • ถ้านายจ้างไม่พอใจคำสั่ง ต้องฟ้องคดีต่อศาลแรงงานภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่ง และต้องวางเงินตามจำนวนที่คำสั่งกำหนดต่อศาลก่อน (มาตรา 125)
  • ถ้าไม่ฟ้องภายในกำหนด คำสั่งเป็นที่สุด และการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งมีโทษทางอาญา

ช่องทางนี้ใช้กับการเรียกเงินตามสิทธิ เช่น ค่าชดเชย ค่าจ้างค้าง ส่วนค่าเสียหายฐานเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 ลูกจ้างต้องฟ้องต่อศาลแรงงาน

อุทธรณ์ได้หรือไม่ ถ้าแพ้ในศาลแรงงาน

  • อุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมาย ต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ภายใน 15 วันนับแต่วันอ่านคำพิพากษา (มาตรา 54)
  • ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานฟังมา (มาตรา 56) ข้อเท็จจริงจึงต้องชนะตั้งแต่ศาลแรงงาน
  • การยื่นอุทธรณ์ไม่ทำให้การบังคับคดีหยุดเอง ต้องยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ (มาตรา 55)
  • การฎีกาต่อศาลฎีกาเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งต้องได้รับอนุญาตให้ฎีกา (มาตรา 57/1)
เอกสารที่นายจ้างควรมีเมื่อถูกฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

วิธีลดความเสี่ยงถูกฟ้อง ก่อนเลิกจ้าง

  1. มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ประกาศใช้ถูกต้อง (นายจ้างที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป ตามมาตรา 108)
  2. กำหนดเป้าหมายงานที่วัดได้ และให้ลูกจ้างลงชื่อรับทราบ
  3. บันทึกปัญหาเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ครั้งแรก ออกหนังสือเตือนเมื่อเหมาะสม
  4. ให้ลูกจ้างได้ชี้แจงก่อนตัดสินใจ
  5. เขียนหนังสือเลิกจ้างระบุเหตุให้ครบ
  6. จ่ายเงินตามสิทธิให้ครบภายในกำหนด
  7. ถ้าข้อเท็จจริงไม่ชัด พิจารณาเจรจาและทำบันทึกข้อตกลงตอนเลิกจ้าง

คำถามที่นายจ้างถามบ่อย

จ่ายค่าชดเชยครบแล้ว ลูกจ้างยังฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้หรือไม่

ได้ ค่าชดเชยตามมาตรา 118 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน กับค่าเสียหายฐานเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ เป็นคนละเรื่องกัน แต่ศาลนำค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับแล้วมาประกอบการกำหนดค่าเสียหาย

เลิกจ้างเพราะขาดทุน ถือว่าเป็นธรรมหรือไม่

อาจเป็นธรรมได้ ในฎีกาที่ 3119–3135/2567 ศาลวางแนวว่าไม่จำเป็นต้องขาดทุนสะสมหลายปี แต่ดูว่าผลกระทบเกิดกับกิจการจริง นายจ้างใช้มาตรการอื่นก่อน และคัดเลือกคนอย่างเป็นธรรม ถ้าเลิกจ้างแล้วรับคนใหม่เข้าตำแหน่งเดิม ศาลมักเห็นว่าไม่เป็นธรรม เช่นฎีกาที่ 96–98/2544

นายจ้างไม่ไปศาลแรงงานตามนัด จะเกิดอะไรขึ้น

ถ้าจำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุ ศาลจะสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดไปฝ่ายเดียวได้ตามมาตรา 40 ถ้ามีเหตุจำเป็นต้องแจ้งศาลภายใน 7 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 41

ลูกจ้างฟ้องศาลแรงงานต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลหรือไม่

ไม่ต้อง มาตรา 27 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ ยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ลูกจ้างจึงฟ้องได้ง่าย นายจ้างควรเตรียมเอกสารให้พร้อมตั้งแต่ก่อนเลิกจ้าง

ศาลแรงงานสั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานได้หรือไม่

ได้ มาตรา 49 ให้ศาลสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานในอัตราค่าจ้างเดิม หรือถ้าเห็นว่าทำงานร่วมกันต่อไปไม่ได้ ให้จ่ายค่าเสียหายแทน

ศาลกำหนดค่าเสียหายฐานเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจากอะไร

มาตรา 49 ให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับ ไม่มีสูตรตายตัว

แพ้คดีในศาลแรงงาน อุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้หรือไม่

ไม่ได้ มาตรา 54 ให้อุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมายต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ภายใน 15 วันนับแต่วันอ่านคำพิพากษา นายจ้างจึงต้องสู้ข้อเท็จจริงให้ครบตั้งแต่ศาลแรงงาน

ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน นายจ้างต้องทำอย่างไร

ฟ้องคดีต่อศาลแรงงานภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่ง และต้องวางเงินตามจำนวนที่คำสั่งกำหนดต่อศาลก่อนตามมาตรา 125 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ถ้าไม่ฟ้องภายในกำหนด คำสั่งเป็นที่สุด

สรุปสำหรับนายจ้าง

คดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมชนะกันที่เหตุผลและเอกสาร นายจ้างที่มีเหตุจริง เขียนเหตุไว้ในหนังสือเลิกจ้าง และพิสูจน์ด้วยเอกสารได้ มีโอกาสชนะคดี เช่นในฎีกาที่ 4630/2565 และฎีกาที่ 3119–3135/2567 ส่วนนายจ้างที่อ้างเหตุลอย ๆ หรือรับคนใหม่เข้าตำแหน่งเดิมหลังเลิกจ้าง มักแพ้ เช่นในฎีกาที่ 96–98/2544 เมื่อได้รับหมายเรียก ควรให้ทนายตรวจเอกสารก่อนวันนัดแรก เพราะวันนัดแรกคือวันไกล่เกลี่ย ซึ่งมีผลต่อจำนวนเงินที่ต้องจ่ายมาก

แหล่งอ้างอิง

  • พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 27, 35, 37, 38, 40, 41, 44, 45, 49, 54–57/1
  • พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 9, 108, 118, 119, 121, 122, 123–125 (หมวด 11 ค่าชดเชย)
  • คำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตามที่อ้างในบทความ ตรวจฉบับเต็มได้ที่ deka.supremecourt.or.th

บทความนี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป ผลของแต่ละเรื่องขึ้นกับข้อเท็จจริงและเอกสารของกิจการนั้น ปรับปรุงล่าสุดเดือนพฤศจิกายน 2569

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาสำหรับคดีใดคดีหนึ่ง ผลของแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและเอกสาร ควรปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจ

แชตกับทนาย โทรหาทนาย