หยุดกิจการชั่วคราว จ่ายลูกจ้าง 75% ตามมาตรา 75 ทำได้เมื่อไร? เหตุจำเป็น การแจ้ง ฎีกา และเอกสารที่นายจ้างต้องมี
คู่มือนายจ้างเรื่องหยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 เหตุแบบไหนศาลยอมรับ จ่ายร้อยละ 75 คำนวณอย่างไร ต้องแจ้งใคร หยุดบางแผนกหรือสลับกะได้หรือไม่ พร้อมฎีกาและเอกสารที่ต้องเตรียม

คำตอบสั้น: หยุดกิจการชั่วคราว มาตรา 75 ใช้เมื่อยอดขายหรือคำสั่งซื้อลดลงอย่างมาก นายจ้างสั่งหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวได้ตามมาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยต้องจ่ายเงินให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานตลอดช่วงที่หยุด และต้องแจ้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ เหตุที่ใช้ได้ต้องเป็น “เหตุจำเป็น” ที่กระทบกิจการอย่างสำคัญจนดำเนินการตามปกติไม่ได้ และไม่ใช่เหตุสุดวิสัย ถ้าเหตุไม่ถึงขนาดนั้น นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเต็ม (ฎีกาที่ 6960/2548 และ 8131/2553)
เมื่อธุรกิจเจอยอดสั่งซื้อหาย วัตถุดิบขาด หรือลูกค้ารายใหญ่ยกเลิกงาน นายจ้างจำนวนมากเลือกให้พนักงาน “หยุดงานไปก่อน” แล้วจ่ายครึ่งเดียวหรือไม่จ่ายเลย ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ถูกร้องพนักงานตรวจแรงงานหรือถูกฟ้องบ่อยที่สุด มาตรา 75 เป็นเครื่องมือที่กฎหมายเปิดให้นายจ้างลดภาระค่าจ้างได้จริง แต่ใช้ได้เฉพาะเมื่อทำครบเงื่อนไข
บทความนี้อธิบายสำหรับเจ้าของกิจการและฝ่ายบุคคลว่า เหตุแบบไหนศาลยอมรับ หยุดบางแผนกหรือสลับกะได้หรือไม่ ต้องจ่ายเท่าไร ต้องแจ้งอย่างไร และต้องเก็บเอกสารอะไรไว้ใช้ต่อสู้เมื่อลูกจ้างร้องเรียน
มาตรา 75 คืออะไร ใช้เมื่อไร
มาตรา 75 วางหลักไว้ 3 ส่วน
- เหตุ: นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งที่สำคัญซึ่งมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการจนไม่อาจดำเนินกิจการได้ตามปกติ และต้องไม่ใช่เหตุสุดวิสัย
- เงินที่ต้องจ่าย: ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการ ตลอดระยะเวลาที่หยุด
- การแจ้ง: แจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการก่อนวันเริ่มหยุดกิจการ
ผลคือ ถ้าเข้ามาตรา 75 นายจ้างจ่ายเพียงร้อยละ 75 ได้ แต่ถ้าไม่เข้า นายจ้างยังมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างเต็มตามสัญญาจ้าง เพราะการที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานเกิดจากฝ่ายนายจ้างเอง
ต่างจากเหตุสุดวิสัยอย่างไร
เหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 คือเหตุที่ไม่มีใครป้องกันได้ แม้จะใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว เช่น ภัยพิบัติที่ทำให้สถานที่ทำงานใช้การไม่ได้ทันที มาตรา 75 ไม่ใช้กับกรณีนี้ ส่วนปัญหาทางธุรกิจ เช่น ยอดสั่งซื้อลดลง ขาดสภาพคล่อง หรือวัตถุดิบจากผู้ผลิตรายอื่นขาดตลาด เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามมาตรา 75
ในฎีกาที่ 8509/2559 น้ำท่วมโรงงานของผู้ผลิตชิ้นส่วนรายอื่น ทำให้แผนกผลิตของนายจ้างต้องหยุด ศาลถือว่าเป็นเหตุจำเป็นตามมาตรา 75 เพราะกระทบกิจการของนายจ้างโดยตรง

เหตุแบบไหนศาลยอมรับว่าเป็น “เหตุจำเป็น”
ศาลฎีกาไม่ได้ยอมรับทุกเหตุทางธุรกิจ เหตุต้องสำคัญถึงขนาดที่ทำให้ดำเนินกิจการตามปกติไม่ได้
| ผลคดี | ข้อเท็จจริงโดยย่อ | ฎีกา |
|---|---|---|
| นายจ้างชนะ | คำสั่งซื้อลดลง จึงหยุดแผนกประกอบชั่วคราว 2 เดือน การเลือกหยุดตามลักษณะงานของแผนก ไม่ได้เจาะจงตัวลูกจ้าง ทำได้ | 8193/2543 |
| นายจ้างชนะ | คำสั่งซื้อลดลงมากและมีปัญหาเทคโนโลยี การลดการผลิตและสลับให้ลูกจ้างหยุดเป็นการหยุดกิจการบางส่วนที่ชอบ | 9128/2547 |
| นายจ้างชนะ | แบ่งลูกจ้าง 3 กลุ่ม สลับหยุดกลุ่มละ 6 วัน มาตรา 75 ไม่ได้กำหนดวิธีหยุดไว้ การสลับหยุดจึงเป็นการหยุดกิจการบางส่วนได้ และไม่ได้เลือกปฏิบัติ | 8678/2548 |
| นายจ้างชนะ | ขาดทุนสะสมเกินทุนจดทะเบียนและไม่มีคำสั่งซื้อ หยุดการผลิตประมาณ 1 เดือนครึ่ง การผลิตจากวัตถุดิบที่เหลือระหว่างหยุดไม่ทำให้เหตุจำเป็นหมดไป | 5949/2550 |
| นายจ้างแพ้ | สั่งหยุดเป็นช่วงสั้น ๆ 17 ครั้ง รวม 31 วัน อ้างว่าคำสั่งซื้อจะลดลง ศาลเห็นว่าความจำเป็นเกิดจากการวางแผนของนายจ้างเองและไม่ถึงขนาดต้องหยุดกิจการ | 6960/2548 |
| นายจ้างแพ้ | ความไม่แน่นอนของคำสั่งซื้อเป็นเรื่องปกติทางการค้า ไม่ใช่ความจำเป็นที่สำคัญ นายจ้างต้องจ่ายส่วนที่ขาด | 8131/2553 |
หมายเหตุ: ฎีกาหลายฉบับข้างต้นตัดสินในช่วงที่มาตรา 75 ยังกำหนดอัตราร้อยละ 50 ก่อนกฎหมายแก้ไขเป็นร้อยละ 75 แต่หลักเรื่อง “เหตุจำเป็น” และวิธีหยุดกิจการยังใช้อ้างอิงได้
สรุปหลักที่นายจ้างใช้ได้
- ต้องมีเหตุภายนอกที่กระทบจริง เช่น คำสั่งซื้อลดลงอย่างมาก ลูกค้าหลักยกเลิกสัญญา วัตถุดิบขาด หรือขาดทุนหนัก และพิสูจน์ด้วยตัวเลขได้
- ปัญหาที่เกิดจากการบริหารของนายจ้างเอง หรือความผันผวนปกติของตลาด มักไม่พอ
- หยุดทั้งกิจการ หยุดบางแผนก หรือสลับกลุ่มหยุดได้ แต่ต้องเลือกตามลักษณะงาน ไม่ใช่เลือกเฉพาะคนที่นายจ้างไม่ชอบ
- ช่วงเวลาหยุดควรกำหนดให้ชัดและต่อเนื่อง การสั่งหยุดกระจายเป็นวัน ๆ บ่อยครั้งมีความเสี่ยงสูง
ต้องจ่ายเท่าไร คำนวณอย่างไร
ฐานคำนวณคือ “ค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการ” นายจ้างจ่ายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของฐานนี้ สำหรับทุกวันทำงานที่ลูกจ้างต้องหยุดเพราะคำสั่งหยุดกิจการ
ตัวอย่าง: ลูกจ้างรายเดือน เงินเดือน 18,000 บาท ค่าจ้างต่อวันเท่ากับ 600 บาท (18,000 ÷ 30) ถ้าหยุดกิจการทั้งเดือน นายจ้างต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 13,500 บาท (ร้อยละ 75 ของ 18,000) ถ้าหยุดเพียง 10 วัน นายจ้างจ่ายค่าจ้างเต็มสำหรับวันที่ทำงาน และจ่ายไม่น้อยกว่า 450 บาทต่อวันสำหรับวันที่หยุด
ในฎีกาที่ 7675/2548 ศาลวินิจฉัยว่าเงินที่จ่ายตามมาตรา 75 เป็นเงินตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ค่าจ้าง และการแจ้งหยุดกิจการไม่ใช่การเลิกจ้าง ลูกจ้างยังมีฐานะเป็นลูกจ้างอยู่
จ่ายเมื่อไร: ควรจ่ายตามรอบการจ่ายค่าจ้างปกติ เงินที่นายจ้างค้างจ่ายอาจมีดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และถ้าจงใจไม่จ่ายโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ทุกระยะ 7 วัน ตามมาตรา 9

หนังสือแจ้งหยุดกิจการต้องมีอะไร
ต้องแจ้งเป็นหนังสือทั้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงาน ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการก่อนวันเริ่มหยุด ถ้าขยายเวลาหยุด ควรแจ้งใหม่ทุกครั้ง เช่นในฎีกาที่ 8509/2559 นายจ้างแจ้งพนักงานตรวจแรงงานทุกครั้งที่ขยายเวลาหยุด
หนังสือแจ้งควรมี
- เหตุจำเป็นที่ต้องหยุด เขียนเป็นข้อเท็จจริง เช่น ยอดสั่งซื้อเดือนใดลดลงเท่าไร ลูกค้ารายใดยกเลิก
- หยุดทั้งกิจการหรือบางส่วน ถ้าบางส่วนให้ระบุแผนก สาย หรือกะ
- หลักเกณฑ์เลือกกลุ่มที่หยุด หรือตารางสลับหยุด
- วันเริ่มหยุดและวันสิ้นสุด หรือวันที่จะทบทวน
- อัตราที่จ่าย (ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75) และวันจ่าย
- ช่องทางติดต่อ และการเรียกกลับเข้าทำงาน
- ลายมือชื่อผู้มีอำนาจ พร้อมหลักฐานการส่งถึงลูกจ้างและสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่
ข้อผิดพลาดที่ทำให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเต็ม
- สั่งหยุดด้วยวาจาหรือข้อความในกลุ่มแชต โดยไม่มีหนังสือแจ้งพนักงานตรวจแรงงาน
- สั่งหยุดแบบ “ไม่จ่ายเงิน” หรือให้ลาโดยไม่รับค่าจ้าง ซึ่งไม่ใช่การหยุดกิจการตามมาตรา 75
- หยุดบ่อยครั้งเป็นช่วงสั้น ๆ โดยไม่มีตัวเลขรองรับ (ฎีกาที่ 6960/2548)
- เลือกให้หยุดเฉพาะบางคนโดยไม่มีหลักเกณฑ์ ซึ่งอาจถูกมองว่าเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้ง
- ใช้ปัญหาที่เกิดจากการบริหารของตัวเองเป็นเหตุ
- หยุดยาวต่อเนื่องจนไม่มีงานให้ทำอีก ถ้านายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปโดยเด็ดขาดและไม่จ่ายค่าจ้าง อาจถือเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 ซึ่งต้องจ่ายค่าชดเชย
- เลิกจ้างลูกจ้างเพราะไปทำงานที่อื่นระหว่างหยุด ในฎีกาที่ 7675/2548 ศาลเห็นว่าการไปทำงานกับนายจ้างอื่นระหว่างหยุดกิจการไม่เป็นความผิดต่อหน้าที่ นายจ้างที่เลิกจ้างด้วยเหตุนี้ต้องจ่ายค่าชดเชย
ทางเลือกอื่นนอกจากมาตรา 75
ถ้าเหตุไม่ถึงขนาดมาตรา 75 นายจ้างยังมีทางเลือก แต่แต่ละทางมีเงื่อนไข
| ทางเลือก | เงื่อนไขสำคัญ |
|---|---|
| ลดค่าจ้างชั่วคราว | เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณ ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง ทางที่ดีควรทำเป็นหนังสือ อ่านเพิ่มในบทความเรื่องย้ายงาน ลดตำแหน่ง ลดเงินเดือน |
| งดการทำงานล่วงเวลา หยุดรับคนใหม่ ลดผู้รับเหมา | ทำได้เองและเป็นหลักฐานว่านายจ้างใช้มาตรการเบาก่อน |
| เลิกจ้างบางตำแหน่ง | ต้องจ่ายค่าชดเชยและบอกกล่าวล่วงหน้า และต้องมีเหตุอันสมควรเพื่อไม่ให้เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อ่านเพิ่มในบทความเรื่องสู้คดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม |
ในทางปฏิบัติ การหยุดกิจการตามมาตรา 75 ก่อนการเลิกจ้าง ยังเป็นหลักฐานที่ช่วยนายจ้างได้ หากต่อมาต้องลดคนจริง เพราะแสดงว่านายจ้างพยายามรักษาการจ้างไว้ก่อน

เอกสารและหลักฐานที่ต้องเตรียม
| เอกสาร | ใช้พิสูจน์อะไร |
|---|---|
| ยอดขาย ยอดสั่งซื้อ รายงานการผลิต ย้อนหลังอย่างน้อย 6–12 เดือน | เหตุจำเป็นที่กระทบกิจการจริง |
| หนังสือยกเลิกคำสั่งซื้อจากลูกค้า หนังสือแจ้งขาดวัตถุดิบจากผู้ขาย | เหตุมาจากภายนอก ไม่ใช่การบริหารของนายจ้าง |
| งบการเงิน รายงานกระแสเงินสด | ผลกระทบทางการเงิน |
| รายงานการประชุมผู้บริหารที่ตัดสินใจหยุดกิจการ | เหตุผลทางธุรกิจและการพิจารณาทางเลือกอื่น |
| หลักเกณฑ์เลือกแผนกหรือกลุ่มที่หยุด และตารางสลับหยุด | ไม่เลือกปฏิบัติ |
| หนังสือแจ้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงาน พร้อมหลักฐานการส่ง | แจ้งล่วงหน้า 3 วันทำการ |
| หลักฐานการจ่ายเงินร้อยละ 75 เช่น สลิปโอน | จ่ายครบตามกฎหมาย |
ถ้าลูกจ้างร้องพนักงานตรวจแรงงาน หรือฟ้องศาลแรงงาน
- ส่งเอกสารตามตารางข้างต้นให้พนักงานตรวจแรงงานโดยเร็ว เพราะพนักงานตรวจแรงงานต้องมีคำสั่งภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 124)
- ถ้าไม่เห็นด้วยกับคำสั่งให้จ่ายเงิน นายจ้างต้องฟ้องศาลแรงงานภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่ง และต้องวางเงินตามคำสั่งต่อศาล (มาตรา 125)
- ในศาล ประเด็นหลักคือมีเหตุจำเป็นจริงหรือไม่ และได้แจ้งล่วงหน้าหรือไม่ นายจ้างต้องพิสูจน์ด้วยตัวเลข ไม่ใช่คำบอกเล่า
ขั้นตอนในศาลแรงงานโดยละเอียด อ่านได้ในบทความเรื่องนายจ้างถูกฟ้องที่ศาลแรงงาน
คำถามที่นายจ้างถามบ่อย
หยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 ต้องจ่ายลูกจ้างเท่าไร
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนหยุดกิจการ ตลอดระยะเวลาที่หยุด เช่น เงินเดือน 18,000 บาท หยุดทั้งเดือน ต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 13,500 บาท
ต้องแจ้งใคร และล่วงหน้ากี่วัน
ต้องแจ้งเป็นหนังสือทั้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงาน ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการก่อนวันเริ่มหยุดกิจการ และควรแจ้งใหม่ทุกครั้งที่ขยายเวลาหยุด
ยอดขายลดลง ถือเป็นเหตุจำเป็นตามมาตรา 75 หรือไม่
อาจเป็นได้ ถ้าคำสั่งซื้อลดลงอย่างมากจนดำเนินกิจการตามปกติไม่ได้ เช่น ฎีกาที่ 8193/2543 แต่ความไม่แน่นอนของคำสั่งซื้อตามปกติทางการค้า หรือปัญหาจากการบริหารของนายจ้างเอง ไม่พอ ตามฎีกาที่ 8131/2553 และ 6960/2548
หยุดเฉพาะบางแผนก หรือสลับกันหยุดได้หรือไม่
ได้ มาตรา 75 ให้หยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วน ศาลยอมรับการหยุดเฉพาะแผนกตามลักษณะงานในฎีกาที่ 8193/2543 และการสลับกลุ่มหยุดในฎีกาที่ 8678/2548 แต่ต้องไม่เลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างบางคน
น้ำท่วมหรือภัยพิบัติ ต้องจ่าย 75% หรือไม่
ถ้าเป็นเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 มาตรา 75 ไม่ใช้บังคับ แต่ถ้าภัยเกิดกับผู้ผลิตรายอื่นแล้วกระทบกิจการของนายจ้าง ศาลเคยถือเป็นเหตุจำเป็นตามมาตรา 75 ในฎีกาที่ 8509/2559
ระหว่างหยุดกิจการ ลูกจ้างไปทำงานที่อื่นได้หรือไม่
ในฎีกาที่ 7675/2548 ศาลเห็นว่าการไปทำงานกับนายจ้างอื่นระหว่างหยุดกิจการไม่เป็นความผิดต่อหน้าที่ นายจ้างที่เลิกจ้างด้วยเหตุนี้ต้องจ่ายค่าชดเชย
สั่งหยุดงานโดยไม่จ่ายเงินเลย ได้หรือไม่
ไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เหตุสุดวิสัย นายจ้างต้องจ่ายอย่างน้อยร้อยละ 75 ตามมาตรา 75 และถ้าไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 75 นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเต็ม
หยุดกิจการชั่วคราวนานเท่าไรได้
กฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาสูงสุด แต่ต้องเป็นการหยุดชั่วคราวที่มีกำหนดชัดเจน ถ้าหยุดต่อเนื่องจนไม่ให้ลูกจ้างทำงานอีกโดยเด็ดขาดและไม่จ่ายค่าจ้าง อาจถือเป็นการเลิกจ้างที่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118
สรุปสำหรับนายจ้าง
มาตรา 75 ช่วยให้นายจ้างลดภาระค่าจ้างลงเหลือร้อยละ 75 ได้ในช่วงวิกฤต แต่ต้องมีเหตุจำเป็นที่สำคัญจริง ต้องแจ้งเป็นหนังสือล่วงหน้า 3 วันทำการทั้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงาน และต้องจ่ายเงินครบตลอดช่วงที่หยุด หยุดบางแผนกหรือสลับกะได้ ถ้าเลือกตามลักษณะงาน ถ้าเหตุไม่ชัด ควรให้ทนายตรวจข้อเท็จจริงและร่างหนังสือแจ้งก่อนสั่งหยุด
แหล่งอ้างอิง
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 9, 75, 118, 124, 125
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8193/2543, 9128/2547, 6960/2548, 7675/2548, 8678/2548, 5949/2550, 8131/2553 และ 8509/2559 ตรวจฉบับเต็มได้ที่ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา
- บทความที่เกี่ยวข้อง: นายจ้างสู้คดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม, พักงานระหว่างสอบสวน
บทความนี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป ผลของแต่ละเรื่องขึ้นกับข้อเท็จจริงและเอกสารของกิจการนั้น ปรับปรุงล่าสุดเดือนพฤศจิกายน 2569
บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาสำหรับคดีใดคดีหนึ่ง ผลของแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและเอกสาร ควรปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจ


