สามีโอนเงิน ซื้อทรัพย์ให้ชู้ ภรรยาฟ้องเพิกถอนนิติกรรมเอาคืนได้ ตามมาตรา 1480 พร้อมฎีกา 139/2569

สามีโอนเงินให้ชู้ ภรรยาฟ้องเอาคืนได้หรือไม่? คำตอบคือ ได้ ถ้าเงินหรือทรัพย์นั้นเป็น “สินสมรส” และภรรยาไม่ได้ให้ความยินยอม กฎหมายให้สิทธิภรรยา ฟ้องเพิกถอนนิติกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 เพื่อเรียกเงินหรือทรัพย์สินกลับคืนเข้ากองสินสมรส และศาลฎีกาเพิ่งยืนยันหลักนี้อีกครั้งในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2569 โดยให้เพิกถอนการโอนเงินเต็มจำนวนกว่า 1.4 ล้านบาท
หลายครอบครัวมาพบทนายด้วยเรื่องเดียวกัน เปิดสเตทเมนต์แล้วเจอว่าสามีโอนเงินให้ผู้หญิงอื่นเป็นแสนเป็นล้าน บางรายซื้อคอนโด ซื้อรถ ผ่อนบ้านใส่ชื่อชู้ ภรรยาหลายคนคิดว่า “เขาให้ไปแล้วก็เอาคืนไม่ได้” ซึ่งไม่จริง บทความนี้อธิบายหลักกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกา อายุความ และสิ่งที่ต้องเตรียมก่อนฟ้อง
สรุปสั้น
- เงินที่หามาได้ระหว่างสมรสเป็นสินสมรส สามีจะยกให้ใครโดยเสน่หาต้องได้รับความยินยอมจากภรรยา (มาตรา 1476 (5))
- ถ้าไม่ได้รับความยินยอม ภรรยาฟ้องเพิกถอนได้ (มาตรา 1480) ชู้อ้างว่าสุจริตไม่ได้ เพราะไม่ได้เสียค่าตอบแทน
- ต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่รู้ หรือ 10 ปีนับแต่ทำนิติกรรม
- คำฟ้องต้องขอเพิกถอนและขอคืน “ทั้งหมด” (ฎีกาที่ 10513/2557)
- ฟ้องเพิกถอนกับฟ้องเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 ใช้ได้ทั้งสองทาง (ฎีกาที่ 139/2569)
1. เงินที่สามีหามาระหว่างสมรส ไม่ใช่ของสามีคนเดียว
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง กำไรจากธุรกิจ ถือเป็น สินสมรส และถ้าสงสัยว่าทรัพย์ใดเป็นสินสมรสหรือไม่ กฎหมายให้ สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ข้อสันนิษฐานนี้เป็นประโยชน์กับภรรยามาก เพราะถ้าสามีหรือชู้อ้างว่าเงินที่โอนไปเป็นสินส่วนตัว ฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เอง
ส่วน สินส่วนตัว ตามมาตรา 1471 ซึ่งสามีจัดการได้เองโดยลำพัง ได้แก่ ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนสมรส เครื่องใช้ส่วนตัวตามควรแก่ฐานะ เครื่องมือประกอบอาชีพ ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือมีผู้ยกให้โดยเสน่หา และของหมั้น

อ่านเพิ่มเติม: ความแตกต่างระหว่างสินสอดกับของหมั้น (ของหมั้นเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายหญิง)
2. สามีจะยกสินสมรสให้ชู้โดยลำพังไม่ได้ (มาตรา 1476)
ป.พ.พ. มาตรา 1476 กำหนดนิติกรรม 8 ประเภทที่สามีภรรยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย หนึ่งในนั้นคือ (5) การให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวเพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา
ข้อยกเว้นนี้ต้องเข้า ทั้งสองส่วน คือเป็นการให้เพื่อการกุศล สังคม หรือหน้าที่ทางศีลธรรม และต้องพอสมควรแก่ฐานะของครอบครัว เช่น ใส่ซองงานแต่ง หรือทำบุญตามสมควร การโอนเงินหรือซื้อทรัพย์สินให้ชู้ไม่เข้าข้อยกเว้นใดเลย สามีจึงต้องได้รับความยินยอมจากภรรยาก่อนเสมอ
สามีภรรยาจะตกลงจัดการสินสมรสต่างไปจากมาตรา 1476 ได้เฉพาะเมื่อทำ สัญญาก่อนสมรส ไว้ตามมาตรา 1465 และ 1466 (มาตรา 1476/1) ซึ่งต้องจดทะเบียนพร้อมการสมรส จะทำเพิ่มภายหลังไม่ได้ ผู้ที่กำลังจะจดทะเบียนสมรสสามารถทำสัญญาก่อนสมรสผ่านบริการเอกสารออนไลน์ได้
3. ภรรยาฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้ตามมาตรา 1480
มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจัดการสินสมรสในเรื่องที่ต้องได้รับความยินยอมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของอีกฝ่าย คู่สมรสอีกฝ่ายอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นแต่ (1) ได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นแล้ว หรือ (2) ในขณะทำนิติกรรม บุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริต และ เสียค่าตอบแทน
ทำไมชู้อ้างว่า “สุจริต” ไม่ได้
กฎหมายคุ้มครองเฉพาะบุคคลภายนอกที่ สุจริตและเสียค่าตอบแทน ต้องครบทั้งสองข้อ การรับเงินหรือทรัพย์โดยเสน่หาเป็นการได้ไปเปล่าๆ ไม่มีค่าตอบแทน ข้อต่อสู้นี้จึงตกไปในตัว แม้ผู้รับจะอ้างว่าไม่รู้ว่าชายมีภรรยาแล้วก็ตาม
ไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การฟ้องเพิกถอนตามมาตรา 1480 เป็นการขอให้ทรัพย์กลับคืนมาเป็นสินสมรสตามเดิม ถือเป็นการสงวนรักษาสินสมรสตามมาตรา 1477 ภรรยาจึงฟ้องได้เองโดยไม่ต้องรอให้หย่าก่อน หากต้องการหย่าด้วย อ่านเหตุฟ้องหย่าได้ที่บทความ ทิ้งร้างเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
สามีซื้อบ้าน คอนโด หรือรถใส่ชื่อชู้
หากสามีนำเงินสินสมรสไปจ่ายค่าทรัพย์แล้วใส่ชื่อชู้เป็นเจ้าของ ก็มีลักษณะเป็นการให้สินสมรสโดยเสน่หาเช่นเดียวกับการโอนเงิน ภรรยาจึงฟ้องเพิกถอนการให้ และขอให้คืนเงินหรือโอนทรัพย์กลับมาเป็นสินสมรสได้ หัวใจของคดีคือต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า เงินที่ใช้ซื้อทรัพย์มาจากสินสมรส
ข้อสังเกต: การเพิกถอนตามมาตรา 1480 ต่างจากกรณีพ่อแม่โอนทรัพย์สินให้ลูกแล้วจะเรียกคืน ซึ่งเป็นการถอนคืนการให้เพราะเหตุเนรคุณตามมาตรา 531 ผู้ให้เป็นผู้ฟ้องเอง ส่วนคดีตามบทความนี้ คู่สมรสที่ไม่ได้ให้ความยินยอมเป็นผู้ฟ้อง และไม่ต้องพิสูจน์เหตุเนรคุณ
4. คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2569 (แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว)
ข้อเท็จจริง: ระหว่างสมรส สามีโอนเงินสินสมรสรวม 1,431,731 บาท ให้บุคคลภายนอกโดยเสน่หา ภรรยาไม่ได้ยินยอมและไม่รู้ในขณะนั้น ภรรยาเคยฟ้องเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสองจากความสัมพันธ์เดียวกัน และยอมความกันไปแล้ว จากนั้นจึงฟ้องคดีนี้เพื่อเพิกถอนการให้และเรียกเงินคืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย:
- เพิกถอนเต็มจำนวน 1,431,731 บาท (ศาลชั้นต้นเพิกถอนเพียง 267,000 บาท ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาแก้เป็นเต็มจำนวน)
- ไม่เป็นฟ้องซ้ำ แม้เคยฟ้องเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 ไปแล้ว เพราะสองคดีอาศัยข้อหาต่างกัน คดีหนึ่งเป็นเรื่องความผิดต่อสถานะสมรส อีกคดีเป็นเรื่องการจัดการสินสมรสโดยไม่มีอำนาจ
- พฤติการณ์ของภรรยาก่อนหน้าเป็นการ บอกล้าง ไม่ใช่การ ให้สัตยาบัน สิทธิฟ้องเพิกถอนจึงยังอยู่
- ดอกเบี้ยเริ่มนับจากวันศาลชั้นต้นพิพากษา (16 กุมภาพันธ์ 2566) ไม่ใช่วันโอนเงิน เพราะการให้สินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นโมฆียะ มีผลจนกว่าศาลจะเพิกถอน ก่อนนั้นผู้รับยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด
บทเรียน: ยิ่งฟ้องช้า ยิ่งเสียดอกเบี้ย เพราะระหว่างที่ยังไม่ฟ้อง ผู้รับได้ใช้เงินโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10513/2557
คู่สมรสฝ่ายหนึ่งทำสัญญาขายฝากที่ดินสินสมรสโดยอีกฝ่ายไม่ยินยอม ศาลวินิจฉัยว่าขัดมาตรา 1476 (1) อีกฝ่ายจึงฟ้องเพิกถอนได้ตามมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง และวางหลักสำคัญว่า การเพิกถอนต้องเพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด จะเพิกถอนเฉพาะส่วนของโจทก์ไม่ได้ แต่เมื่อโจทก์ขอมาเพียงเฉพาะส่วนของตน ศาลก็พิพากษาให้เกินคำขอไม่ได้
บทเรียน: คำฟ้องต้องขอให้เพิกถอนและคืนทรัพย์ ทั้งหมด ถ้าเขียนคำขอเพียงครึ่งเดียว ศาลก็ให้ได้เพียงครึ่งเดียว แม้ตามกฎหมายจะมีสิทธิได้ทั้งหมดก็ตาม
5. อายุความฟ้องเพิกถอน: จุดที่คดีแพ้มากที่สุด
มาตรา 1480 วรรคสอง ห้ามฟ้องเมื่อพ้น 1 ปี นับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรม ครบกำหนดใดก่อน สิทธิฟ้องหมดทันที
อายุความ 1 ปีเริ่มนับตั้งแต่วันที่ รู้ ไม่ใช่วันแยกกันอยู่ วันฟ้องหย่า หรือวันไปหาทนาย ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ เจอสลิปโอนเงินเดือนมีนาคม ใช้เวลาทั้งปีตัดสินใจเรื่องชีวิตคู่ กว่าจะมาปรึกษาทนายในเดือนเมษายนปีถัดไป สิทธิก็หมดไปแล้ว ถ้าสามีโอนเงินหลายครั้ง แต่ละครั้งเป็นนิติกรรมแยกกัน ต้องตรวจอายุความเป็นรายการ
6. เงื่อนไขที่ต้องตรวจก่อนฟ้อง
- ต้องเป็น คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรส ถูกต้องตามกฎหมาย (ใช้กับคู่สมรสทุกเพศตั้งแต่กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลใช้บังคับ)
- เงินหรือทรัพย์ต้องเป็น สินสมรส ไม่ใช่สินส่วนตัวของสามี
- ภรรยา ไม่ได้ยินยอม และ ไม่ได้ให้สัตยาบัน
- ยัง อยู่ในอายุความ 1 ปี / 10 ปี
- ตรวจว่ามี สัญญาก่อนสมรส ที่กำหนดการจัดการสินสมรสไว้เป็นอย่างอื่นหรือไม่ (มาตรา 1476/1)
7. หลักฐานที่ควรเตรียม และสิ่งที่ห้ามทำ
หลักฐานที่ควรเตรียม
- สเตทเมนต์บัญชีและสลิปโอนเงิน (ขอย้อนหลังจากธนาคารได้)
- หลักฐานแหล่งที่มาของเงิน เช่น สลิปเงินเดือน บัญชีรายได้ธุรกิจ
- สำเนาโฉนด สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่าซื้อ เล่มทะเบียนรถ
- หลักฐานความสัมพันธ์ เช่น แชต ภาพถ่าย โพสต์โซเชียล
- ทะเบียนสมรส และ บันทึกวันที่และวิธีที่รู้เรื่อง เพราะเป็นจุดเริ่มนับอายุความ
สิ่งที่ห้ามทำ เพราะอาจถือเป็นการให้สัตยาบัน ทำให้สิทธิฟ้องหมดไป
- เซ็นหนังสือยินยอมหรือรับรองการโอนย้อนหลัง
- รับส่วนแบ่งเงินจากทรัพย์ที่โอนไป
- ทำข้อตกลงเป็นหนังสือที่ยอมรับว่าการให้นั้นชอบแล้ว
หากเกรงว่าผู้รับจะโอนทรัพย์หนี ทนายสามารถยื่นคำร้อง ขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา เช่น ขออายัดหรือห้ามจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์ และเมื่อชนะคดีแล้วผู้รับไม่คืน ก็ดำเนินการตามวิธีการบังคับคดีและสืบหาทรัพย์สินลูกหนี้ต่อไป
8. ฟ้องเพิกถอนนิติกรรม กับ ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชู้ ใช้ได้ทั้งสองทาง
นอกจากเรียกทรัพย์คืน คู่สมรสยังมีสิทธิเรียก ค่าทดแทน ตามมาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 ให้ใช้กับคู่สมรสทุกเพศเท่าเทียมกัน โดยคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเรียกค่าทดแทนได้จากผู้ซึ่งล่วงเกินคู่สมรสอีกฝ่ายในทำนองชู้ หรือจากผู้ซึ่งแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับคู่สมรสอีกฝ่ายในทำนองชู้สาว
ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2569 การฟ้องคดีหนึ่งไม่ตัดสิทธิอีกคดีหนึ่ง แต่ทางที่ดีที่สุดคือ ฟ้องเพิกถอนให้เร็วที่สุด ไม่ต้องรอให้คดีค่าทดแทนจบก่อน ทั้งเพื่อไม่ให้ขาดอายุความ และเพื่อไม่ให้เสียดอกเบี้ย
หากมีบุตรด้วยกันและแยกทางกัน อ่านเพิ่มเติม: ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ทำอย่างไร และ เปลี่ยนแปลงอำนาจปกครองบุตรหลังหย่า
คำถามที่พบบ่อย
สามีโอนเงินให้ชู้ ภรรยาเรียกคืนได้แค่ครึ่งเดียวใช่หรือไม่?
ไม่ใช่ ตามมาตรา 1480 ภรรยาฟ้องเพิกถอนการให้ได้ทั้งหมด ศาลฎีกาที่ 10513/2557 วางหลักว่าการเพิกถอนต้องเพิกถอนทั้งนิติกรรม และฎีกาที่ 139/2569 ให้เพิกถอนเต็มจำนวน แต่คำฟ้องต้องขอคืนทั้งหมด เพราะศาลให้ไม่เกินคำขอ
ต้องฟ้องหย่าก่อนจึงจะฟ้องเอาเงินคืนจากชู้ได้หรือไม่?
ไม่ต้อง การฟ้องเพิกถอนตามมาตรา 1480 เป็นการสงวนรักษาสินสมรส ฟ้องได้ระหว่างที่ยังเป็นสามีภรรยากันอยู่
ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมสินสมรสมีอายุความกี่ปี?
ต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รู้เหตุ หรือภายใน 10 ปีนับแต่วันทำนิติกรรม แล้วแต่ว่าครบกำหนดใดก่อน
ชู้อ้างว่าไม่รู้ว่าผู้ชายมีภรรยาแล้ว จะต่อสู้ได้หรือไม่?
ไม่ได้ ข้อยกเว้นในมาตรา 1480 คุ้มครองเฉพาะผู้ที่สุจริตและเสียค่าตอบแทน การรับให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน จึงอ้างข้อยกเว้นนี้ไม่ได้
เคยฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชู้ไปแล้ว ยังฟ้องเอาเงินคืนได้อีกหรือไม่?
ได้ ศาลฎีกาที่ 139/2569 วินิจฉัยว่าสองคดีอาศัยข้อหาต่างกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
สรุปจากทนาย
เงินสินสมรสเป็นของสามีภรรยาร่วมกัน สามีจะนำไปยกให้ชู้โดยภรรยาไม่ยินยอมไม่ได้ ภรรยาฟ้องเพิกถอนและเรียกคืนได้เต็มจำนวน ชู้อ้างความสุจริตไม่ได้ แต่ต้อง รีบฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่รู้ และ ต้องขอคืนทั้งหมดในคำฟ้อง ผลของแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ควรปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการ

ปรึกษาคดีครอบครัว คดีชู้ คดีเพิกถอนนิติกรรม
บริษัท ทนายโซเชียล จำกัด “เราไม่ได้เก่งกว่าใคร แต่เราช่วยคุณได้”
โทร 095-169-9998 · LINE เพิ่มเพื่อน · ส่งเรื่องปรึกษาทางเว็บไซต์
อ้างอิง: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471, 1474, 1476, 1476/1, 1477, 1480, 1523 · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2569 และ 10513/2557 · บทความหมวดครอบครัวอื่นๆ ของทนายโซเชียล
บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาสำหรับคดีใดคดีหนึ่ง ผลของแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและเอกสาร ควรปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจ


