แรงงาน

หยุดกิจการชั่วคราว จ่ายลูกจ้าง 75% ตามมาตรา 75 ทำได้เมื่อไร? เหตุจำเป็น การแจ้ง ฎีกา และเอกสารที่นายจ้างต้องมี

คู่มือนายจ้างเรื่องหยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 เหตุแบบไหนศาลยอมรับ จ่ายร้อยละ 75 คำนวณอย่างไร ต้องแจ้งใคร หยุดบางแผนกหรือสลับกะได้หรือไม่ พร้อมฎีกาและเอกสารที่ต้องเตรียม

โดย ทีมทนายความ ทนายโซเชียล··อ่าน 12 นาที
หยุดกิจการชั่วคราว จ่ายลูกจ้าง 75% ตามมาตรา 75 ทำได้เมื่อไร? เหตุจำเป็น การแจ้ง ฎีกา และเอกสารที่นายจ้างต้องมี

คำตอบสั้น: หยุดกิจการชั่วคราว มาตรา 75 ใช้เมื่อยอดขายหรือคำสั่งซื้อลดลงอย่างมาก นายจ้างสั่งหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวได้ตามมาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยต้องจ่ายเงินให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานตลอดช่วงที่หยุด และต้องแจ้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ เหตุที่ใช้ได้ต้องเป็น “เหตุจำเป็น” ที่กระทบกิจการอย่างสำคัญจนดำเนินการตามปกติไม่ได้ และไม่ใช่เหตุสุดวิสัย ถ้าเหตุไม่ถึงขนาดนั้น นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเต็ม (ฎีกาที่ 6960/2548 และ 8131/2553)

เมื่อธุรกิจเจอยอดสั่งซื้อหาย วัตถุดิบขาด หรือลูกค้ารายใหญ่ยกเลิกงาน นายจ้างจำนวนมากเลือกให้พนักงาน “หยุดงานไปก่อน” แล้วจ่ายครึ่งเดียวหรือไม่จ่ายเลย ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ถูกร้องพนักงานตรวจแรงงานหรือถูกฟ้องบ่อยที่สุด มาตรา 75 เป็นเครื่องมือที่กฎหมายเปิดให้นายจ้างลดภาระค่าจ้างได้จริง แต่ใช้ได้เฉพาะเมื่อทำครบเงื่อนไข

บทความนี้อธิบายสำหรับเจ้าของกิจการและฝ่ายบุคคลว่า เหตุแบบไหนศาลยอมรับ หยุดบางแผนกหรือสลับกะได้หรือไม่ ต้องจ่ายเท่าไร ต้องแจ้งอย่างไร และต้องเก็บเอกสารอะไรไว้ใช้ต่อสู้เมื่อลูกจ้างร้องเรียน

มาตรา 75 คืออะไร ใช้เมื่อไร

มาตรา 75 วางหลักไว้ 3 ส่วน

  1. เหตุ: นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งที่สำคัญซึ่งมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการจนไม่อาจดำเนินกิจการได้ตามปกติ และต้องไม่ใช่เหตุสุดวิสัย
  2. เงินที่ต้องจ่าย: ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการ ตลอดระยะเวลาที่หยุด
  3. การแจ้ง: แจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการก่อนวันเริ่มหยุดกิจการ

ผลคือ ถ้าเข้ามาตรา 75 นายจ้างจ่ายเพียงร้อยละ 75 ได้ แต่ถ้าไม่เข้า นายจ้างยังมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างเต็มตามสัญญาจ้าง เพราะการที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานเกิดจากฝ่ายนายจ้างเอง

ต่างจากเหตุสุดวิสัยอย่างไร

เหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 คือเหตุที่ไม่มีใครป้องกันได้ แม้จะใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว เช่น ภัยพิบัติที่ทำให้สถานที่ทำงานใช้การไม่ได้ทันที มาตรา 75 ไม่ใช้กับกรณีนี้ ส่วนปัญหาทางธุรกิจ เช่น ยอดสั่งซื้อลดลง ขาดสภาพคล่อง หรือวัตถุดิบจากผู้ผลิตรายอื่นขาดตลาด เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามมาตรา 75

ในฎีกาที่ 8509/2559 น้ำท่วมโรงงานของผู้ผลิตชิ้นส่วนรายอื่น ทำให้แผนกผลิตของนายจ้างต้องหยุด ศาลถือว่าเป็นเหตุจำเป็นตามมาตรา 75 เพราะกระทบกิจการของนายจ้างโดยตรง

ฎีกาเหตุจำเป็นตามมาตรา 75 กรณีนายจ้างชนะและแพ้คดี

เหตุแบบไหนศาลยอมรับว่าเป็น “เหตุจำเป็น”

ศาลฎีกาไม่ได้ยอมรับทุกเหตุทางธุรกิจ เหตุต้องสำคัญถึงขนาดที่ทำให้ดำเนินกิจการตามปกติไม่ได้

ผลคดีข้อเท็จจริงโดยย่อฎีกา
นายจ้างชนะคำสั่งซื้อลดลง จึงหยุดแผนกประกอบชั่วคราว 2 เดือน การเลือกหยุดตามลักษณะงานของแผนก ไม่ได้เจาะจงตัวลูกจ้าง ทำได้8193/2543
นายจ้างชนะคำสั่งซื้อลดลงมากและมีปัญหาเทคโนโลยี การลดการผลิตและสลับให้ลูกจ้างหยุดเป็นการหยุดกิจการบางส่วนที่ชอบ9128/2547
นายจ้างชนะแบ่งลูกจ้าง 3 กลุ่ม สลับหยุดกลุ่มละ 6 วัน มาตรา 75 ไม่ได้กำหนดวิธีหยุดไว้ การสลับหยุดจึงเป็นการหยุดกิจการบางส่วนได้ และไม่ได้เลือกปฏิบัติ8678/2548
นายจ้างชนะขาดทุนสะสมเกินทุนจดทะเบียนและไม่มีคำสั่งซื้อ หยุดการผลิตประมาณ 1 เดือนครึ่ง การผลิตจากวัตถุดิบที่เหลือระหว่างหยุดไม่ทำให้เหตุจำเป็นหมดไป5949/2550
นายจ้างแพ้สั่งหยุดเป็นช่วงสั้น ๆ 17 ครั้ง รวม 31 วัน อ้างว่าคำสั่งซื้อจะลดลง ศาลเห็นว่าความจำเป็นเกิดจากการวางแผนของนายจ้างเองและไม่ถึงขนาดต้องหยุดกิจการ6960/2548
นายจ้างแพ้ความไม่แน่นอนของคำสั่งซื้อเป็นเรื่องปกติทางการค้า ไม่ใช่ความจำเป็นที่สำคัญ นายจ้างต้องจ่ายส่วนที่ขาด8131/2553

หมายเหตุ: ฎีกาหลายฉบับข้างต้นตัดสินในช่วงที่มาตรา 75 ยังกำหนดอัตราร้อยละ 50 ก่อนกฎหมายแก้ไขเป็นร้อยละ 75 แต่หลักเรื่อง “เหตุจำเป็น” และวิธีหยุดกิจการยังใช้อ้างอิงได้

สรุปหลักที่นายจ้างใช้ได้

  • ต้องมีเหตุภายนอกที่กระทบจริง เช่น คำสั่งซื้อลดลงอย่างมาก ลูกค้าหลักยกเลิกสัญญา วัตถุดิบขาด หรือขาดทุนหนัก และพิสูจน์ด้วยตัวเลขได้
  • ปัญหาที่เกิดจากการบริหารของนายจ้างเอง หรือความผันผวนปกติของตลาด มักไม่พอ
  • หยุดทั้งกิจการ หยุดบางแผนก หรือสลับกลุ่มหยุดได้ แต่ต้องเลือกตามลักษณะงาน ไม่ใช่เลือกเฉพาะคนที่นายจ้างไม่ชอบ
  • ช่วงเวลาหยุดควรกำหนดให้ชัดและต่อเนื่อง การสั่งหยุดกระจายเป็นวัน ๆ บ่อยครั้งมีความเสี่ยงสูง

ต้องจ่ายเท่าไร คำนวณอย่างไร

ฐานคำนวณคือ “ค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการ” นายจ้างจ่ายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของฐานนี้ สำหรับทุกวันทำงานที่ลูกจ้างต้องหยุดเพราะคำสั่งหยุดกิจการ

ตัวอย่าง: ลูกจ้างรายเดือน เงินเดือน 18,000 บาท ค่าจ้างต่อวันเท่ากับ 600 บาท (18,000 ÷ 30) ถ้าหยุดกิจการทั้งเดือน นายจ้างต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 13,500 บาท (ร้อยละ 75 ของ 18,000) ถ้าหยุดเพียง 10 วัน นายจ้างจ่ายค่าจ้างเต็มสำหรับวันที่ทำงาน และจ่ายไม่น้อยกว่า 450 บาทต่อวันสำหรับวันที่หยุด

ในฎีกาที่ 7675/2548 ศาลวินิจฉัยว่าเงินที่จ่ายตามมาตรา 75 เป็นเงินตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ค่าจ้าง และการแจ้งหยุดกิจการไม่ใช่การเลิกจ้าง ลูกจ้างยังมีฐานะเป็นลูกจ้างอยู่

จ่ายเมื่อไร: ควรจ่ายตามรอบการจ่ายค่าจ้างปกติ เงินที่นายจ้างค้างจ่ายอาจมีดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และถ้าจงใจไม่จ่ายโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ทุกระยะ 7 วัน ตามมาตรา 9

วิธีคำนวณเงินร้อยละ 75 และหนังสือแจ้งหยุดกิจการชั่วคราว

หนังสือแจ้งหยุดกิจการต้องมีอะไร

ต้องแจ้งเป็นหนังสือทั้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงาน ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการก่อนวันเริ่มหยุด ถ้าขยายเวลาหยุด ควรแจ้งใหม่ทุกครั้ง เช่นในฎีกาที่ 8509/2559 นายจ้างแจ้งพนักงานตรวจแรงงานทุกครั้งที่ขยายเวลาหยุด

หนังสือแจ้งควรมี

  1. เหตุจำเป็นที่ต้องหยุด เขียนเป็นข้อเท็จจริง เช่น ยอดสั่งซื้อเดือนใดลดลงเท่าไร ลูกค้ารายใดยกเลิก
  2. หยุดทั้งกิจการหรือบางส่วน ถ้าบางส่วนให้ระบุแผนก สาย หรือกะ
  3. หลักเกณฑ์เลือกกลุ่มที่หยุด หรือตารางสลับหยุด
  4. วันเริ่มหยุดและวันสิ้นสุด หรือวันที่จะทบทวน
  5. อัตราที่จ่าย (ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75) และวันจ่าย
  6. ช่องทางติดต่อ และการเรียกกลับเข้าทำงาน
  7. ลายมือชื่อผู้มีอำนาจ พร้อมหลักฐานการส่งถึงลูกจ้างและสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่

ข้อผิดพลาดที่ทำให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเต็ม

  • สั่งหยุดด้วยวาจาหรือข้อความในกลุ่มแชต โดยไม่มีหนังสือแจ้งพนักงานตรวจแรงงาน
  • สั่งหยุดแบบ “ไม่จ่ายเงิน” หรือให้ลาโดยไม่รับค่าจ้าง ซึ่งไม่ใช่การหยุดกิจการตามมาตรา 75
  • หยุดบ่อยครั้งเป็นช่วงสั้น ๆ โดยไม่มีตัวเลขรองรับ (ฎีกาที่ 6960/2548)
  • เลือกให้หยุดเฉพาะบางคนโดยไม่มีหลักเกณฑ์ ซึ่งอาจถูกมองว่าเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้ง
  • ใช้ปัญหาที่เกิดจากการบริหารของตัวเองเป็นเหตุ
  • หยุดยาวต่อเนื่องจนไม่มีงานให้ทำอีก ถ้านายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปโดยเด็ดขาดและไม่จ่ายค่าจ้าง อาจถือเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 ซึ่งต้องจ่ายค่าชดเชย
  • เลิกจ้างลูกจ้างเพราะไปทำงานที่อื่นระหว่างหยุด ในฎีกาที่ 7675/2548 ศาลเห็นว่าการไปทำงานกับนายจ้างอื่นระหว่างหยุดกิจการไม่เป็นความผิดต่อหน้าที่ นายจ้างที่เลิกจ้างด้วยเหตุนี้ต้องจ่ายค่าชดเชย

ทางเลือกอื่นนอกจากมาตรา 75

ถ้าเหตุไม่ถึงขนาดมาตรา 75 นายจ้างยังมีทางเลือก แต่แต่ละทางมีเงื่อนไข

ทางเลือกเงื่อนไขสำคัญ
ลดค่าจ้างชั่วคราวเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณ ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง ทางที่ดีควรทำเป็นหนังสือ อ่านเพิ่มในบทความเรื่องย้ายงาน ลดตำแหน่ง ลดเงินเดือน
งดการทำงานล่วงเวลา หยุดรับคนใหม่ ลดผู้รับเหมาทำได้เองและเป็นหลักฐานว่านายจ้างใช้มาตรการเบาก่อน
เลิกจ้างบางตำแหน่งต้องจ่ายค่าชดเชยและบอกกล่าวล่วงหน้า และต้องมีเหตุอันสมควรเพื่อไม่ให้เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อ่านเพิ่มในบทความเรื่องสู้คดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

ในทางปฏิบัติ การหยุดกิจการตามมาตรา 75 ก่อนการเลิกจ้าง ยังเป็นหลักฐานที่ช่วยนายจ้างได้ หากต่อมาต้องลดคนจริง เพราะแสดงว่านายจ้างพยายามรักษาการจ้างไว้ก่อน

เอกสารที่นายจ้างต้องเตรียมก่อนหยุดกิจการชั่วคราว

เอกสารและหลักฐานที่ต้องเตรียม

เอกสารใช้พิสูจน์อะไร
ยอดขาย ยอดสั่งซื้อ รายงานการผลิต ย้อนหลังอย่างน้อย 6–12 เดือนเหตุจำเป็นที่กระทบกิจการจริง
หนังสือยกเลิกคำสั่งซื้อจากลูกค้า หนังสือแจ้งขาดวัตถุดิบจากผู้ขายเหตุมาจากภายนอก ไม่ใช่การบริหารของนายจ้าง
งบการเงิน รายงานกระแสเงินสดผลกระทบทางการเงิน
รายงานการประชุมผู้บริหารที่ตัดสินใจหยุดกิจการเหตุผลทางธุรกิจและการพิจารณาทางเลือกอื่น
หลักเกณฑ์เลือกแผนกหรือกลุ่มที่หยุด และตารางสลับหยุดไม่เลือกปฏิบัติ
หนังสือแจ้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงาน พร้อมหลักฐานการส่งแจ้งล่วงหน้า 3 วันทำการ
หลักฐานการจ่ายเงินร้อยละ 75 เช่น สลิปโอนจ่ายครบตามกฎหมาย

ถ้าลูกจ้างร้องพนักงานตรวจแรงงาน หรือฟ้องศาลแรงงาน

  1. ส่งเอกสารตามตารางข้างต้นให้พนักงานตรวจแรงงานโดยเร็ว เพราะพนักงานตรวจแรงงานต้องมีคำสั่งภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 124)
  2. ถ้าไม่เห็นด้วยกับคำสั่งให้จ่ายเงิน นายจ้างต้องฟ้องศาลแรงงานภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่ง และต้องวางเงินตามคำสั่งต่อศาล (มาตรา 125)
  3. ในศาล ประเด็นหลักคือมีเหตุจำเป็นจริงหรือไม่ และได้แจ้งล่วงหน้าหรือไม่ นายจ้างต้องพิสูจน์ด้วยตัวเลข ไม่ใช่คำบอกเล่า

ขั้นตอนในศาลแรงงานโดยละเอียด อ่านได้ในบทความเรื่องนายจ้างถูกฟ้องที่ศาลแรงงาน

คำถามที่นายจ้างถามบ่อย

หยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 ต้องจ่ายลูกจ้างเท่าไร

ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนหยุดกิจการ ตลอดระยะเวลาที่หยุด เช่น เงินเดือน 18,000 บาท หยุดทั้งเดือน ต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 13,500 บาท

ต้องแจ้งใคร และล่วงหน้ากี่วัน

ต้องแจ้งเป็นหนังสือทั้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงาน ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการก่อนวันเริ่มหยุดกิจการ และควรแจ้งใหม่ทุกครั้งที่ขยายเวลาหยุด

ยอดขายลดลง ถือเป็นเหตุจำเป็นตามมาตรา 75 หรือไม่

อาจเป็นได้ ถ้าคำสั่งซื้อลดลงอย่างมากจนดำเนินกิจการตามปกติไม่ได้ เช่น ฎีกาที่ 8193/2543 แต่ความไม่แน่นอนของคำสั่งซื้อตามปกติทางการค้า หรือปัญหาจากการบริหารของนายจ้างเอง ไม่พอ ตามฎีกาที่ 8131/2553 และ 6960/2548

หยุดเฉพาะบางแผนก หรือสลับกันหยุดได้หรือไม่

ได้ มาตรา 75 ให้หยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วน ศาลยอมรับการหยุดเฉพาะแผนกตามลักษณะงานในฎีกาที่ 8193/2543 และการสลับกลุ่มหยุดในฎีกาที่ 8678/2548 แต่ต้องไม่เลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างบางคน

น้ำท่วมหรือภัยพิบัติ ต้องจ่าย 75% หรือไม่

ถ้าเป็นเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 มาตรา 75 ไม่ใช้บังคับ แต่ถ้าภัยเกิดกับผู้ผลิตรายอื่นแล้วกระทบกิจการของนายจ้าง ศาลเคยถือเป็นเหตุจำเป็นตามมาตรา 75 ในฎีกาที่ 8509/2559

ระหว่างหยุดกิจการ ลูกจ้างไปทำงานที่อื่นได้หรือไม่

ในฎีกาที่ 7675/2548 ศาลเห็นว่าการไปทำงานกับนายจ้างอื่นระหว่างหยุดกิจการไม่เป็นความผิดต่อหน้าที่ นายจ้างที่เลิกจ้างด้วยเหตุนี้ต้องจ่ายค่าชดเชย

สั่งหยุดงานโดยไม่จ่ายเงินเลย ได้หรือไม่

ไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เหตุสุดวิสัย นายจ้างต้องจ่ายอย่างน้อยร้อยละ 75 ตามมาตรา 75 และถ้าไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 75 นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเต็ม

หยุดกิจการชั่วคราวนานเท่าไรได้

กฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาสูงสุด แต่ต้องเป็นการหยุดชั่วคราวที่มีกำหนดชัดเจน ถ้าหยุดต่อเนื่องจนไม่ให้ลูกจ้างทำงานอีกโดยเด็ดขาดและไม่จ่ายค่าจ้าง อาจถือเป็นการเลิกจ้างที่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118

สรุปสำหรับนายจ้าง

มาตรา 75 ช่วยให้นายจ้างลดภาระค่าจ้างลงเหลือร้อยละ 75 ได้ในช่วงวิกฤต แต่ต้องมีเหตุจำเป็นที่สำคัญจริง ต้องแจ้งเป็นหนังสือล่วงหน้า 3 วันทำการทั้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงาน และต้องจ่ายเงินครบตลอดช่วงที่หยุด หยุดบางแผนกหรือสลับกะได้ ถ้าเลือกตามลักษณะงาน ถ้าเหตุไม่ชัด ควรให้ทนายตรวจข้อเท็จจริงและร่างหนังสือแจ้งก่อนสั่งหยุด

แหล่งอ้างอิง

  • พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 9, 75, 118, 124, 125
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8193/2543, 9128/2547, 6960/2548, 7675/2548, 8678/2548, 5949/2550, 8131/2553 และ 8509/2559 ตรวจฉบับเต็มได้ที่ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา
  • บทความที่เกี่ยวข้อง: นายจ้างสู้คดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม, พักงานระหว่างสอบสวน

บทความนี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป ผลของแต่ละเรื่องขึ้นกับข้อเท็จจริงและเอกสารของกิจการนั้น ปรับปรุงล่าสุดเดือนพฤศจิกายน 2569

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาสำหรับคดีใดคดีหนึ่ง ผลของแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและเอกสาร ควรปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจ

แชตกับทนาย โทรหาทนาย