รถชนเรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง ค่าซ่อม ค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมราคา ค่ารักษา
ถูกรถชนเรียกได้ทั้งค่าซ่อม ค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อม ค่าเสื่อมราคา ค่ารักษา ค่าขาดรายได้ และค่าเสียหายต่อจิตใจ จากคนขับ นายจ้าง หรือบริษัทประกันภัยของคู่กรณี พร้อมรายการหลักฐานที่ต้องเก็บ

คำตอบสั้น: ถ้าถูกชนโดยอีกฝ่ายประมาท ผู้เสียหายเรียกได้ทั้งค่าซ่อมรถ ค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อม ค่าเสื่อมราคา ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดรายได้ และค่าเสียหายต่อจิตใจ เรียกได้จากคนขับ และจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณีโดยตรงเท่าที่กรมธรรม์คุ้มครอง (ค่าซ่อมรถต้องเป็นประกันภาคสมัครใจ) แต่ทุกรายการต้องมีหลักฐาน และถ้าเราประมาทด้วย ยอดที่ได้จะลดลง
ส่งรูปที่เกิดเหตุให้ทนายดูทาง LINE
หลักกฎหมาย: ใครทำให้เสียหาย คนนั้นต้องชดใช้
ผู้ที่ทำให้คนอื่นเสียหายโดยจงใจหรือประมาท เรียกว่าทำละเมิด และต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (เงินชดเชยความเสียหาย) (ป.พ.พ. มาตรา 420) ค่าสินไหมทดแทนรวมถึงการคืนทรัพย์สินหรือใช้ราคาทรัพย์สินที่เสียไป และค่าเสียหายอื่นที่เกิดจากเหตุนั้น ศาลจะกำหนดจำนวนตามพฤติการณ์และความร้ายแรงของเหตุ (มาตรา 438)
แปลว่าไม่มีตารางราคาตายตัว ผู้เสียหายต้องพิสูจน์ว่าเสียหายจริงเท่าไร ยิ่งมีหลักฐานชัด ยิ่งเรียกได้ใกล้เคียงความเสียหายจริง
รถเสียหาย เรียกอะไรได้บ้าง
1. ค่าซ่อมรถ
เรียกตามค่าซ่อมที่จ่ายจริงหรือตามใบเสนอราคาของอู่ ควรถ่ายรูปความเสียหายก่อนซ่อม และเก็บรายการอะไหล่ไว้ ถ้ารถเสียหายจนซ่อมไม่คุ้ม อาจเรียกเป็นราคารถก่อนเกิดเหตุแทน
2. ค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อม
คือความเสียหายที่ใช้รถไม่ได้ในช่วงที่รถอยู่อู่ เช่น ต้องเช่ารถคันอื่น ต้องนั่งรถรับจ้างไปทำงาน หรือเสียรายได้เพราะใช้รถทำมาหากิน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเจ้าของรถเรียกค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อมได้ (ฎีกาที่ 3184/2529) และคนที่ใช้รถคันนั้นประจำเพื่อทำงาน แม้ไม่ใช่เจ้าของรถ ก็เรียกค่าขาดประโยชน์ได้ แต่เรียกค่าซ่อมไม่ได้ เพราะค่าซ่อมเป็นความเสียหายของเจ้าของรถ (ฎีกาที่ 6964/2561)
ควรเก็บใบรับรถเข้าอู่และใบรับรถคืน เพื่อแสดงจำนวนวันที่ใช้รถไม่ได้ พร้อมใบเสร็จค่าเช่ารถหรือค่าเดินทาง
3. ค่าเสื่อมราคา
รถที่เคยชนหนักแม้ซ่อมแล้ว ราคาขายต่ออาจลดลง ผู้เสียหายเรียกส่วนที่ราคาลดลงนี้ได้ แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่าราคาลดลงจริงเท่าไร เช่น ใช้ใบประเมินราคาจากผู้ประกอบการรถยนต์ เทียบราคารถรุ่นเดียวกันในตลาด และภาพความเสียหายที่แสดงว่าโครงสร้างรถเสียหาย ถ้าไม่มีหลักฐาน ศาลอาจให้น้อยกว่าที่เรียก หรือไม่ให้เลย
บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เรียกอะไรได้บ้าง
กรณีบาดเจ็บ
- ค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป เช่น ค่ายา ค่ากายภาพบำบัด ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล (มาตรา 444)
- ค่าขาดรายได้ เพราะทำงานไม่ได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ทั้งตอนนี้และในอนาคต (มาตรา 444) ถ้าตอนศาลตัดสินยังรู้ไม่ได้แน่ว่าจะเสียหายแค่ไหน ศาลสงวนสิทธิแก้คำพิพากษาได้ภายในไม่เกิน 2 ปี
- ค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน แผลเป็น หรือความพิการ (มาตรา 446) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเรียกรายการนี้ควบคู่กับค่าขาดรายได้ได้ ไม่ถือว่าเรียกซ้ำ (ฎีกาที่ 3945/2558)
กรณีเสียชีวิต
- ค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่น ๆ (มาตรา 443)
- ค่ารักษาพยาบาลและค่าขาดรายได้ ถ้าผู้ตายไม่ได้เสียชีวิตทันที (มาตรา 443)
- ค่าขาดไร้อุปการะ (เงินเลี้ยงดูที่ขาดไป) สำหรับคนที่ผู้ตายมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องเลี้ยงดู เช่น คู่สมรส บุตร หรือบิดามารดา (มาตรา 443)
- ค่าขาดแรงงาน ถ้าผู้ตายมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องทำงานให้บุคคลอื่นในครัวเรือนหรือในกิจการ (มาตรา 445)
เงินจาก พ.ร.บ. ได้ก่อน ไม่ต้องรอว่าใครผิด
ประกันภัยภาคบังคับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ คุ้มครองเฉพาะการบาดเจ็บและเสียชีวิต ไม่คุ้มครองค่าซ่อมรถ อัตราที่ใช้อยู่ในปี 2569 มีดังนี้ (ต่อคน)
- ค่าเสียหายเบื้องต้น (ไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด): ค่ารักษาพยาบาลตามจริงไม่เกิน 30,000 บาท เสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร 35,000 บาท
- เมื่อพิสูจน์ได้ว่าอีกฝ่ายผิด: ค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 80,000 บาท เสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง 500,000 บาท (ทั้งสองรายการรวมค่าเสียหายเบื้องต้นแล้ว) และค่าชดเชยนอนโรงพยาบาลวันละ 200 บาท ไม่เกิน 20 วัน
เงินจาก พ.ร.บ. เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ถ้าความเสียหายจริงสูงกว่านี้ ยังเรียกส่วนที่เหลือจากคู่กรณีหรือประกันภัยภาคสมัครใจของคู่กรณีได้
ต้องมีหลักฐานอะไรบ้าง
- บันทึกประจำวันของตำรวจ และใบเคลมหรือรายงานของพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุ
- ภาพถ่ายที่เกิดเหตุ คลิปกล้องหน้ารถ และชื่อพยานที่เห็นเหตุการณ์
- ใบเสนอราคาหรือใบเสร็จค่าซ่อม ใบรับรถเข้าอู่และใบรับรถคืน
- ใบเสร็จค่าเช่ารถหรือค่าเดินทางระหว่างซ่อม
- ใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จค่ารักษา และหลักฐานรายได้ เช่น สลิปเงินเดือน หรือรายการเดินบัญชี
- ใบประเมินราคารถ ถ้าจะเรียกค่าเสื่อมราคา
ถ้าเราประมาทด้วย
ถ้าความเสียหายเกิดจากความผิดของผู้เสียหายด้วย ศาลจะแบ่งความรับผิดตามว่าฝ่ายไหนผิดมากกว่ากัน (มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223) ยอดที่เรียกได้จึงลดลงตามส่วน ถ้าทั้งสองฝ่ายประมาทพอ ๆ กัน ต่างฝ่ายต่างเรียกจากกันไม่ได้ (ฎีกาที่ 6964/2561)
เรียกจากใคร และต้องเรียกภายในเมื่อไร
- คนขับที่ประมาท: อายุความ (ระยะเวลาที่กฎหมายให้ฟ้องได้) 1 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด แต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันเกิดเหตุ (มาตรา 448) อ่านเพิ่ม: อายุความ 1 ปี นับจากวันไหน →
- นายจ้างของคนขับ: ถ้าเกิดเหตุระหว่างทำงานให้นายจ้าง นายจ้างต้องร่วมรับผิดด้วย (มาตรา 425)
- บริษัทประกันภัยของคู่กรณี: เรียกได้โดยตรงไม่เกินวงเงินตามกรมธรรม์ ถ้าฟ้องบริษัทประกันภัย ต้องเรียกตัวผู้เอาประกันภัยเข้ามาในคดีด้วย (มาตรา 887) ต้องฟ้องภายใน 2 ปีนับแต่วันเกิดเหตุ (มาตรา 882)
ถ้าประกันภัยของเราจ่ายค่าซ่อมไปแล้ว ส่วนที่ประกันภัยยังไม่จ่าย เช่น ค่าเสียหายส่วนแรก หรือค่าขาดประโยชน์ เรายังเรียกจากคู่กรณีเองได้ อ่านเพิ่ม: ประกันจ่ายไม่ครบ เรียกส่วนที่ขาดได้ไหม →
ควรทำอะไรตอนนี้
- แจ้งความและขอสำเนาบันทึกประจำวัน ที่ระบุชื่อคู่กรณี ทะเบียนรถ และบริษัทประกันภัย
- ถ่ายรูปและเก็บคลิป ทั้งที่เกิดเหตุและความเสียหายก่อนซ่อม
- เก็บใบเสร็จทุกใบ ค่าซ่อม ค่ารักษา ค่าเช่ารถ ค่าเดินทาง และหลักฐานรายได้ที่เสียไป
- อ่านเอกสารก่อนเซ็น โดยเฉพาะข้อความ “ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ อีก” เพราะอาจทำให้เรียกส่วนที่เหลือไม่ได้
- จดวันเกิดเหตุไว้ และนับอายุความ 1 ปีสำหรับคนขับ และ 2 ปีสำหรับบริษัทประกันภัยของคู่กรณี
ให้ทนายช่วยดูเรื่องอุบัติเหตุของคุณ →
บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาสำหรับคดีใดคดีหนึ่ง ผลของแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและเอกสาร ควรปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจ


