แพ่ง

รถชนเรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง ค่าซ่อม ค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมราคา ค่ารักษา

ถูกรถชนเรียกได้ทั้งค่าซ่อม ค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อม ค่าเสื่อมราคา ค่ารักษา ค่าขาดรายได้ และค่าเสียหายต่อจิตใจ จากคนขับ นายจ้าง หรือบริษัทประกันภัยของคู่กรณี พร้อมรายการหลักฐานที่ต้องเก็บ

โดย ทีมทนายความ ทนายโซเชียล··อ่าน 6 นาที
รถชนเรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง ค่าซ่อม ค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมราคา ค่ารักษา

คำตอบสั้น: ถ้าถูกชนโดยอีกฝ่ายประมาท ผู้เสียหายเรียกได้ทั้งค่าซ่อมรถ ค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อม ค่าเสื่อมราคา ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดรายได้ และค่าเสียหายต่อจิตใจ เรียกได้จากคนขับ และจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณีโดยตรงเท่าที่กรมธรรม์คุ้มครอง (ค่าซ่อมรถต้องเป็นประกันภาคสมัครใจ) แต่ทุกรายการต้องมีหลักฐาน และถ้าเราประมาทด้วย ยอดที่ได้จะลดลง

ส่งรูปที่เกิดเหตุให้ทนายดูทาง LINE

หลักกฎหมาย: ใครทำให้เสียหาย คนนั้นต้องชดใช้

ผู้ที่ทำให้คนอื่นเสียหายโดยจงใจหรือประมาท เรียกว่าทำละเมิด และต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (เงินชดเชยความเสียหาย) (ป.พ.พ. มาตรา 420) ค่าสินไหมทดแทนรวมถึงการคืนทรัพย์สินหรือใช้ราคาทรัพย์สินที่เสียไป และค่าเสียหายอื่นที่เกิดจากเหตุนั้น ศาลจะกำหนดจำนวนตามพฤติการณ์และความร้ายแรงของเหตุ (มาตรา 438)

แปลว่าไม่มีตารางราคาตายตัว ผู้เสียหายต้องพิสูจน์ว่าเสียหายจริงเท่าไร ยิ่งมีหลักฐานชัด ยิ่งเรียกได้ใกล้เคียงความเสียหายจริง

รถเสียหาย เรียกอะไรได้บ้าง

1. ค่าซ่อมรถ

เรียกตามค่าซ่อมที่จ่ายจริงหรือตามใบเสนอราคาของอู่ ควรถ่ายรูปความเสียหายก่อนซ่อม และเก็บรายการอะไหล่ไว้ ถ้ารถเสียหายจนซ่อมไม่คุ้ม อาจเรียกเป็นราคารถก่อนเกิดเหตุแทน

2. ค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อม

คือความเสียหายที่ใช้รถไม่ได้ในช่วงที่รถอยู่อู่ เช่น ต้องเช่ารถคันอื่น ต้องนั่งรถรับจ้างไปทำงาน หรือเสียรายได้เพราะใช้รถทำมาหากิน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเจ้าของรถเรียกค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อมได้ (ฎีกาที่ 3184/2529) และคนที่ใช้รถคันนั้นประจำเพื่อทำงาน แม้ไม่ใช่เจ้าของรถ ก็เรียกค่าขาดประโยชน์ได้ แต่เรียกค่าซ่อมไม่ได้ เพราะค่าซ่อมเป็นความเสียหายของเจ้าของรถ (ฎีกาที่ 6964/2561)

ควรเก็บใบรับรถเข้าอู่และใบรับรถคืน เพื่อแสดงจำนวนวันที่ใช้รถไม่ได้ พร้อมใบเสร็จค่าเช่ารถหรือค่าเดินทาง

3. ค่าเสื่อมราคา

รถที่เคยชนหนักแม้ซ่อมแล้ว ราคาขายต่ออาจลดลง ผู้เสียหายเรียกส่วนที่ราคาลดลงนี้ได้ แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่าราคาลดลงจริงเท่าไร เช่น ใช้ใบประเมินราคาจากผู้ประกอบการรถยนต์ เทียบราคารถรุ่นเดียวกันในตลาด และภาพความเสียหายที่แสดงว่าโครงสร้างรถเสียหาย ถ้าไม่มีหลักฐาน ศาลอาจให้น้อยกว่าที่เรียก หรือไม่ให้เลย

บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เรียกอะไรได้บ้าง

กรณีบาดเจ็บ

  • ค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป เช่น ค่ายา ค่ากายภาพบำบัด ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล (มาตรา 444)
  • ค่าขาดรายได้ เพราะทำงานไม่ได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ทั้งตอนนี้และในอนาคต (มาตรา 444) ถ้าตอนศาลตัดสินยังรู้ไม่ได้แน่ว่าจะเสียหายแค่ไหน ศาลสงวนสิทธิแก้คำพิพากษาได้ภายในไม่เกิน 2 ปี
  • ค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน แผลเป็น หรือความพิการ (มาตรา 446) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเรียกรายการนี้ควบคู่กับค่าขาดรายได้ได้ ไม่ถือว่าเรียกซ้ำ (ฎีกาที่ 3945/2558)

กรณีเสียชีวิต

  • ค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่น ๆ (มาตรา 443)
  • ค่ารักษาพยาบาลและค่าขาดรายได้ ถ้าผู้ตายไม่ได้เสียชีวิตทันที (มาตรา 443)
  • ค่าขาดไร้อุปการะ (เงินเลี้ยงดูที่ขาดไป) สำหรับคนที่ผู้ตายมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องเลี้ยงดู เช่น คู่สมรส บุตร หรือบิดามารดา (มาตรา 443)
  • ค่าขาดแรงงาน ถ้าผู้ตายมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องทำงานให้บุคคลอื่นในครัวเรือนหรือในกิจการ (มาตรา 445)

เงินจาก พ.ร.บ. ได้ก่อน ไม่ต้องรอว่าใครผิด

ประกันภัยภาคบังคับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ คุ้มครองเฉพาะการบาดเจ็บและเสียชีวิต ไม่คุ้มครองค่าซ่อมรถ อัตราที่ใช้อยู่ในปี 2569 มีดังนี้ (ต่อคน)

  • ค่าเสียหายเบื้องต้น (ไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด): ค่ารักษาพยาบาลตามจริงไม่เกิน 30,000 บาท เสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร 35,000 บาท
  • เมื่อพิสูจน์ได้ว่าอีกฝ่ายผิด: ค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 80,000 บาท เสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง 500,000 บาท (ทั้งสองรายการรวมค่าเสียหายเบื้องต้นแล้ว) และค่าชดเชยนอนโรงพยาบาลวันละ 200 บาท ไม่เกิน 20 วัน

เงินจาก พ.ร.บ. เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ถ้าความเสียหายจริงสูงกว่านี้ ยังเรียกส่วนที่เหลือจากคู่กรณีหรือประกันภัยภาคสมัครใจของคู่กรณีได้

ต้องมีหลักฐานอะไรบ้าง

  • บันทึกประจำวันของตำรวจ และใบเคลมหรือรายงานของพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุ
  • ภาพถ่ายที่เกิดเหตุ คลิปกล้องหน้ารถ และชื่อพยานที่เห็นเหตุการณ์
  • ใบเสนอราคาหรือใบเสร็จค่าซ่อม ใบรับรถเข้าอู่และใบรับรถคืน
  • ใบเสร็จค่าเช่ารถหรือค่าเดินทางระหว่างซ่อม
  • ใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จค่ารักษา และหลักฐานรายได้ เช่น สลิปเงินเดือน หรือรายการเดินบัญชี
  • ใบประเมินราคารถ ถ้าจะเรียกค่าเสื่อมราคา

ถ้าเราประมาทด้วย

ถ้าความเสียหายเกิดจากความผิดของผู้เสียหายด้วย ศาลจะแบ่งความรับผิดตามว่าฝ่ายไหนผิดมากกว่ากัน (มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223) ยอดที่เรียกได้จึงลดลงตามส่วน ถ้าทั้งสองฝ่ายประมาทพอ ๆ กัน ต่างฝ่ายต่างเรียกจากกันไม่ได้ (ฎีกาที่ 6964/2561)

เรียกจากใคร และต้องเรียกภายในเมื่อไร

  • คนขับที่ประมาท: อายุความ (ระยะเวลาที่กฎหมายให้ฟ้องได้) 1 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด แต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันเกิดเหตุ (มาตรา 448) อ่านเพิ่ม: อายุความ 1 ปี นับจากวันไหน →
  • นายจ้างของคนขับ: ถ้าเกิดเหตุระหว่างทำงานให้นายจ้าง นายจ้างต้องร่วมรับผิดด้วย (มาตรา 425)
  • บริษัทประกันภัยของคู่กรณี: เรียกได้โดยตรงไม่เกินวงเงินตามกรมธรรม์ ถ้าฟ้องบริษัทประกันภัย ต้องเรียกตัวผู้เอาประกันภัยเข้ามาในคดีด้วย (มาตรา 887) ต้องฟ้องภายใน 2 ปีนับแต่วันเกิดเหตุ (มาตรา 882)

ถ้าประกันภัยของเราจ่ายค่าซ่อมไปแล้ว ส่วนที่ประกันภัยยังไม่จ่าย เช่น ค่าเสียหายส่วนแรก หรือค่าขาดประโยชน์ เรายังเรียกจากคู่กรณีเองได้ อ่านเพิ่ม: ประกันจ่ายไม่ครบ เรียกส่วนที่ขาดได้ไหม →

ควรทำอะไรตอนนี้

  1. แจ้งความและขอสำเนาบันทึกประจำวัน ที่ระบุชื่อคู่กรณี ทะเบียนรถ และบริษัทประกันภัย
  2. ถ่ายรูปและเก็บคลิป ทั้งที่เกิดเหตุและความเสียหายก่อนซ่อม
  3. เก็บใบเสร็จทุกใบ ค่าซ่อม ค่ารักษา ค่าเช่ารถ ค่าเดินทาง และหลักฐานรายได้ที่เสียไป
  4. อ่านเอกสารก่อนเซ็น โดยเฉพาะข้อความ “ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ อีก” เพราะอาจทำให้เรียกส่วนที่เหลือไม่ได้
  5. จดวันเกิดเหตุไว้ และนับอายุความ 1 ปีสำหรับคนขับ และ 2 ปีสำหรับบริษัทประกันภัยของคู่กรณี

ให้ทนายช่วยดูเรื่องอุบัติเหตุของคุณ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาสำหรับคดีใดคดีหนึ่ง ผลของแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและเอกสาร ควรปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจ

แชตกับทนาย โทรหาทนาย