ประกันจ่ายไม่ครบ เรียกส่วนที่ขาดจากคู่กรณีได้ไหม
ส่วนที่ประกันภัยของเราไม่จ่าย เช่น ค่าเสียหายส่วนแรก ค่าขาดประโยชน์ และค่าเสื่อมราคา ยังเรียกจากคู่กรณีได้ เพราะประกันรับช่วงสิทธิเฉพาะเท่าที่จ่าย อย่าเรียกซ้ำ และระวังเอกสารสละสิทธิ

คำตอบสั้น: ได้ ถ้าคู่กรณีเป็นฝ่ายประมาท ส่วนที่ประกันภัยของเราไม่จ่าย เช่น ค่าเสียหายส่วนแรก ค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อม หรือค่าเสื่อมราคา เรายังเรียกจากคู่กรณีหรือบริษัทประกันภัยของคู่กรณีได้ เพราะประกันภัยของเรารับช่วงสิทธิไปเฉพาะเท่าที่จ่ายไป แต่ต้องรีบเรียกภายในอายุความ และระวังเอกสารที่เขียนว่า “ไม่ติดใจเรียกร้อง”
ทำไมประกันภัยของเราจ่ายไม่ครบ
ประกันภัยรถของเราจ่ายตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ ไม่ใช่ตามความเสียหายทั้งหมดที่เราได้รับ ส่วนที่มักขาดไป ได้แก่
- ค่าเสียหายส่วนแรก (ส่วนที่ผู้เอาประกันภัยต้องจ่ายเองตามที่ตกลงในกรมธรรม์)
- ค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อม เช่น ค่าเช่ารถ ค่าเดินทาง หรือรายได้ที่เสียไปเพราะใช้รถทำงานไม่ได้
- ค่าเสื่อมราคา คือราคาขายต่อที่ลดลงเพราะรถเคยชนหนัก
- ความเสียหายที่เกินวงเงินคุ้มครอง หรืออยู่นอกความคุ้มครองของกรมธรรม์
- ค่ารักษาพยาบาลและค่าขาดรายได้ ส่วนที่เกินจากที่ได้จาก พ.ร.บ. และประกันภัยอื่น
ความเสียหายเหล่านี้เรียกได้ตามกฎหมายละเมิด (ป.พ.พ. มาตรา 420 และ 438) ถ้าพิสูจน์ได้ว่าคู่กรณีประมาท และมีหลักฐานว่าเสียหายจริง
ประกันภัยของเรารับช่วงสิทธิไปแค่ไหน
เมื่อประกันภัยของเราจ่ายค่าซ่อมแล้ว บริษัทประกันภัยจะเข้ารับช่วงสิทธิ (เข้ามาแทนที่เราในการเรียกเงินจากคู่กรณี) ได้เท่ากับจำนวนที่จ่ายไปเท่านั้น (มาตรา 880 วรรคหนึ่ง) สิทธิในส่วนที่บริษัทประกันภัยไม่ได้จ่าย ยังเป็นของเรา
กฎหมายยังห้ามไม่ให้บริษัทประกันภัยที่จ่ายเพียงบางส่วน ใช้สิทธิของตนจนทำให้เราเสียสิทธิเรียกส่วนที่เหลือจากคู่กรณี (มาตรา 880 วรรคสอง)
เรียกส่วนที่ขาดจากใคร
- คนขับที่ประมาท และนายจ้างของคนขับ ถ้าเกิดเหตุระหว่างทำงานให้นายจ้าง (มาตรา 425)
- บริษัทประกันภัยของคู่กรณี เรียกได้โดยตรงไม่เกินวงเงินตามกรมธรรม์ของคู่กรณี (มาตรา 887) ส่วนที่เกินวงเงิน ยังเรียกจากคนขับได้
ขั้นแรกมักทำหนังสือเรียกค่าเสียหายพร้อมหลักฐานไปที่บริษัทประกันภัยของคู่กรณี ถ้าตกลงกันไม่ได้ จึงฟ้องศาล ถ้าเราประมาทด้วย ยอดที่เรียกได้จะลดลงตามส่วน (มาตรา 442)
อ่านเพิ่ม: รถชนเรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง →
อย่าเรียกซ้ำส่วนที่ได้รับไปแล้ว
ส่วนที่ประกันภัยของเราจ่ายไปแล้ว สิทธิเรียกร้องตกเป็นของบริษัทประกันภัย เราจะเรียกส่วนนั้นจากคู่กรณีซ้ำอีกไม่ได้ ศาลฎีกาเคยหักค่ารักษาพยาบาลที่ประกันอุบัติเหตุจ่ายไปแล้วออกจากยอดที่ผู้เสียหายเรียก แต่ไม่หักเงินที่ได้จากประกันชีวิต เพราะประกันชีวิตไม่มีการรับช่วงสิทธิ (ฎีกาที่ 4445/2564)
เวลาทำหนังสือเรียกหรือฟ้อง จึงควรแยกให้ชัดว่ารายการไหนประกันภัยจ่ายแล้ว และรายการไหนยังไม่มีใครจ่าย
ระวังเอกสาร “ไม่ติดใจเรียกร้อง”
บันทึกตกลงที่สถานีตำรวจ หรือเอกสารรับเงินจากบริษัทประกันภัย มักมีข้อความว่า “ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ อีก” เอกสารแบบนี้อาจเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ (สัญญาที่ตกลงยุติข้อพิพาท) (มาตรา 850) เมื่อเซ็นแล้ว สิทธิเรียกร้องที่ยอมสละไปจะระงับ (มาตรา 852) แปลว่าอาจเรียกค่าขาดประโยชน์หรือค่าเสื่อมราคาเพิ่มภายหลังไม่ได้
- อ่านทุกบรรทัดก่อนเซ็น ถ้ายังไม่รู้ยอดความเสียหายทั้งหมด ไม่ควรเซ็นสละสิทธิทั้งหมด
- ถ้าจะรับเงินบางส่วนก่อน ให้เขียนระบุว่ารับเงินเป็นค่าอะไร และ “สงวนสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนอื่น” เช่น ค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมราคา หรือค่ารักษาในอนาคต
- ถ้าบาดเจ็บ อาการอาจยังไม่สิ้นสุด ควรรอให้แพทย์ประเมินก่อนตกลงยอดสุดท้าย
- การสละสิทธิต่อคู่กรณีอาจกระทบสิทธิของประกันภัยของเราด้วย ควรแจ้งประกันภัยของเราก่อนเซ็น
ต้องเรียกภายในเมื่อไร
- ฟ้องคนขับ: 1 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันเกิดเหตุ (มาตรา 448) อายุความไม่ได้หยุดรอระหว่างที่เราเคลมกับประกันภัยของเราเอง
- ฟ้องบริษัทประกันภัยของคู่กรณี: 2 ปีนับแต่วันเกิดเหตุ (มาตรา 882)
อ่านเพิ่ม: อายุความฟ้องคดีละเมิด 1 ปี นับจากวันไหน →
ควรทำอะไรตอนนี้
- ขอเอกสารจากประกันภัยของเรา ว่าจ่ายรายการอะไรไปแล้วเท่าไร และหักค่าเสียหายส่วนแรกเท่าไร
- ทำรายการส่วนที่ขาด พร้อมหลักฐาน เช่น ใบรับรถเข้าอู่และใบรับรถคืน ใบเสร็จค่าเช่ารถ ใบประเมินราคารถ
- ตรวจเอกสารที่เคยเซ็น ที่สถานีตำรวจหรือกับบริษัทประกันภัย ว่ามีข้อความสละสิทธิหรือไม่
- ส่งหนังสือเรียกค่าเสียหาย ถึงบริษัทประกันภัยของคู่กรณี
- นับอายุความ 1 ปีจากวันที่รู้ตัวคู่กรณี (ส่วนใหญ่คือวันเกิดเหตุ) ถ้าใกล้ครบ ให้ปรึกษาทนายความทันที
ให้ทนายช่วยดูเรื่องอุบัติเหตุของคุณ →
บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาสำหรับคดีใดคดีหนึ่ง ผลของแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและเอกสาร ควรปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจ


