พักงานระหว่างสอบสวน ได้เงินไหม? เช็กสิทธิลูกจ้างและข้อควรระวังของนายจ้าง
การพักงานระหว่างสอบสวนต้องมีฐานอำนาจ คำสั่งเป็นหนังสือ และแจ้งก่อนพัก พักได้ไม่เกิน 7 วัน จ่ายตามสิทธิไม่น้อยกว่า 50% พร้อมอธิบายสิทธิเมื่อสอบแล้วไม่ผิดและแนวฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ตรวจข้อมูล: 30 ตุลาคม 2569 | หมวด: กฎหมายแรงงาน
ถูกบริษัทสั่งให้หยุดมาทำงานระหว่างตรวจสอบความผิด ไม่ได้แปลว่าจะหมดสิทธิรับเงินทันที การพักงานระหว่างสอบสวนตามมาตรา 116 ต้องมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้อำนาจ มีคำสั่งเป็นหนังสือ แจ้งก่อนพัก และพักได้ไม่เกิน 7 วัน โดยต้องจ่ายเงินตามอัตราที่ผูกพัน แต่ไม่น้อยกว่า 50% ของค่าจ้างในวันทำงานที่ได้รับก่อนพักงาน หากสอบสวนแล้วปรากฏว่าไม่มีความผิด มาตรา 117 กำหนดให้จ่ายค่าจ้างส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปี [1][2]
คำตอบจึงต้องเริ่มจากตรวจว่าเป็นการพักงานประเภทใด และนายจ้างปฏิบัติครบเงื่อนไขหรือไม่ บทความนี้อธิบายสำหรับความสัมพันธ์การจ้างงานภาคเอกชนที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กิจการหรือบุคลากรที่มีกฎหมายยกเว้นหรือกฎหมายเฉพาะ ต้องตรวจขอบเขตการใช้บังคับเพิ่มเติม
1. พักงานระหว่างสอบสวน กับลงโทษพักงาน ต่างกันอย่างไร
การพักงานระหว่างสอบสวนเกิดขึ้นขณะยังตรวจสอบข้อกล่าวหา เช่น สินค้าหาย เงินขาดบัญชี หรือมีเหตุทะเลาะวิวาท นายจ้างต้องการให้การสอบสวนดำเนินไปโดยลูกจ้างไม่อยู่ในตำแหน่งเดิมชั่วคราว การพักลักษณะนี้อยู่ภายใต้เงื่อนไขของมาตรา 116 และยังไม่ใช่คำตัดสินว่าลูกจ้างกระทำผิดแล้ว
ส่วนการลงโทษพักงานเกิดเมื่อพิจารณาความผิดแล้ว และใช้การพักงานเป็นโทษทางวินัยตามข้อบังคับที่ใช้บังคับ การพิจารณาสิทธิรับค่าจ้างจึงต้องดูฐานอำนาจ ข้อบังคับ ความผิด และความชอบด้วยกฎหมายของการลงโทษ ไม่สามารถนำเกณฑ์จ่ายอย่างน้อย 50% ของมาตรา 116 ไปใช้กับการพักงานทุกประเภทโดยอัตโนมัติ [3]
| ประเด็น | พักงานระหว่างสอบสวน | พักงานเป็นโทษทางวินัย |
|---|---|---|
| จุดประสงค์ | ตรวจสอบข้อกล่าวหาก่อนวินิจฉัยความผิด | ลงโทษจากความผิดที่พิจารณาแล้ว |
| ฐานที่ต้องตรวจ | มาตรา 116 และข้อบังคับหรือข้อตกลงที่ให้อำนาจ | ข้อบังคับหรือข้อตกลงและความชอบของการลงโทษ |
| เงินระหว่างพัก | ตามอัตราที่ผูกพัน แต่ไม่น้อยกว่า 50% เมื่อเข้าเงื่อนไขมาตรา 116 | ต้องตรวจเป็นกรณี ไม่ได้ใช้เกณฑ์ 50% โดยอัตโนมัติ |
| เมื่อสอบแล้วไม่มีความผิด | ใช้มาตรา 117 จ่ายส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ย | ต้องพิจารณาความชอบของคำสั่งและสิทธิเรียกร้องที่เกี่ยวข้อง |
อย่าดูเฉพาะชื่อหนังสือ ต้องอ่านเหตุผล ช่วงเวลา เงินที่จ่าย และขั้นตอนที่เกิดขึ้นจริงด้วย การเขียนว่า “พักงานทางวินัย” ไม่ได้ทำให้การพักระหว่างรอสอบสวนกลายเป็นการลงโทษที่ชอบด้วยกฎหมายเอง
2. นายจ้างสั่งพักงานระหว่างสอบสวนได้เมื่อใด
มาตรา 116 วรรคหนึ่งเริ่มจากหลักห้ามพักงานระหว่างสอบสวน แล้วเปิดข้อยกเว้นเมื่อมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้อำนาจ ดังนั้น สิ่งที่ต้องตรวจมี 4 เรื่อง [1][2]
ต้องมีข้อบังคับหรือข้อตกลงให้อำนาจพักงาน
ตรวจเอกสารที่ใช้บังคับกับลูกจ้างในขณะเกิดเหตุ ว่าระบุอำนาจพักงานระหว่างสอบสวนไว้หรือไม่ ใครเป็นผู้สั่งได้ และมีขั้นตอนอย่างไร การมีข้อความเรื่อง “โทษพักงาน” เพียงอย่างเดียว ไม่ควรด่วนสรุปว่าครอบคลุมอำนาจพักงานระหว่างสอบสวนด้วย
สำหรับนายจ้างที่มีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป มาตรา 108 กำหนดให้จัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย โดยมีรายละเอียดเรื่องวินัยและโทษทางวินัย รวมถึงการร้องทุกข์ เป็นต้น แต่หน้าที่จัดทำข้อบังคับกับอำนาจสั่งพักงานเป็นคนละประเด็น ต้องตรวจเนื้อหาที่ให้อำนาจจริงด้วย นายจ้างที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คนก็ไม่ได้รับยกเว้นเงื่อนไขมาตรา 116 เพียงเพราะจำนวนลูกจ้างน้อย [1]
ต้องมีคำสั่งเป็นหนังสือและระบุความผิด
คำสั่งควรระบุข้อกล่าวหาหรือพฤติการณ์ที่เป็นเหตุให้สอบสวนให้เข้าใจได้ เช่น เหตุการณ์ วันเวลา และหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมอ้างข้อบังคับหรือข้อตกลงที่ให้อำนาจ การสั่งด้วยวาจาให้ “กลับบ้านรอจนกว่าจะเรียก” อย่างเดียวไม่ครบเงื่อนไขเรื่องหนังสือตามมาตรา 116
การระบุข้อกล่าวหาในคำสั่งพักงานเป็นการบอกเหตุที่ต้องตรวจสอบ ไม่ใช่เหตุให้เขียนว่าลูกจ้างกระทำผิดแน่นอนก่อนพิจารณาพยานหลักฐาน
กำหนดระยะเวลาพักได้ไม่เกิน 7 วัน
ต้องระบุวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดให้ชัด ตัวบทใช้คำว่า “เจ็ดวัน” ไม่ใช่ “เจ็ดวันทำงาน” จึงไม่ควรเปลี่ยนเงื่อนไขเองเป็นการพัก 7 วันทำงาน หรือพักไปเรื่อย ๆ จนกว่าคดีอาญาจะสิ้นสุด [1][2]
หากสอบสวนยังไม่เสร็จ อย่าเข้าใจว่าสามารถต่อคำสั่งเดิมเป็นรอบ ๆ เพื่อใช้เกณฑ์จ่ายครึ่งหนึ่งต่อได้โดยอัตโนมัติ ต้องตรวจฐานกฎหมายและแนวทางบริหารงานอื่นให้เหมาะกับข้อเท็จจริง ทั้งนี้ เพดาน 7 วันในมาตรา 116 เป็นเพดานการพักงานตามมาตรานี้ ไม่ใช่บทบัญญัติที่สั่งว่าการสอบสวนทุกเรื่องต้องเสร็จภายใน 7 วัน
ต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบก่อนพักงาน
นายจ้างควรมีหลักฐานว่าลูกจ้างได้รับแจ้งก่อนเริ่มพักจริง การให้ลงชื่อรับทราบเป็นวิธีเก็บหลักฐาน แต่ลายมือชื่อรับทราบไม่เท่ากับการยอมรับผิดหรือสละสิทธิทั้งหมด หากมีข้อความรับสารภาพ ยอมรับหนี้ หรือสละสิทธิรวมอยู่ด้วย ต้องพิจารณาข้อความนั้นแยกต่างหาก
3. พักงานได้เงินไหม ต้องได้อย่างน้อยเท่าไร
เมื่อการพักงานเข้าเงื่อนไขมาตรา 116 วรรคหนึ่ง วรรคสองกำหนดให้จ่ายเงินตามอัตราในข้อบังคับหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แต่ต้องไม่น้อยกว่า 50% ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนพักงาน [1][2]
50% เป็นขั้นต่ำ ไม่ใช่อัตราที่นายจ้างเลือกใช้ได้ทุกกรณี หากข้อบังคับที่ผูกพันกำหนด 75% หรือเต็มจำนวน ก็ต้องนำอัตรานั้นมาตรวจ ไม่ใช่ลดลงเหลือ 50% โดยอ้างเพียงว่ากฎหมายกำหนดขั้นต่ำไว้เท่านี้
และต้องแยกกรณี “ข้อบังคับไม่กำหนดอัตราเงิน” ออกจาก “ไม่มีฐานอำนาจพักงาน” เพราะผลทางกฎหมายอาจต่างกัน ข้อบังคับที่ไม่ได้ระบุอัตราเงินไม่ทำให้สิทธิขั้นต่ำตามกฎหมายหายไป ขณะที่การไม่มีฐานอำนาจพักงานไม่ใช่กรณีที่นายจ้างจะหักค่าจ้างครึ่งหนึ่งได้เสมอ
ตัวอย่างคำนวณเพื่อทำความเข้าใจ
สมมติลูกจ้างได้รับค่าจ้างในวันทำงานวันละ 1,000 บาท ถูกพักงานระหว่างสอบสวนโดยชอบ และมีวันที่ต้องนำมาคิดเงินตามมาตรา 116 จำนวน 5 วัน อัตราที่ผูกพันคือ 50%
- ฐานเงินของ 5 วันที่นำมาคิด = 1,000 × 5 = 5,000 บาท
- เงินระหว่างพักงานขั้นต่ำ = 5,000 × 50% = 2,500 บาท
- หากต่อมาสอบสวนแล้วปรากฏว่าไม่มีความผิด ค่าจ้างส่วนที่ยังขาดในตัวอย่างนี้ = 2,500 บาท และต้องพิจารณาดอกเบี้ยตามมาตรา 117 เพิ่มเติม
ตัวอย่างนี้กำหนดฐานรายวันและจำนวนวันที่ใช้คำนวณไว้แล้ว ไม่ใช่สูตรให้นำจำนวนวันตามปฏิทินไปคูณกับค่าจ้างทุกประเภท ลูกจ้างรายเดือน รายวัน หรือมีวันหยุดคั่น ต้องตรวจประเภทค่าจ้างและสิทธิในวันหยุดด้วย รวมถึงตรวจว่าเงินแต่ละรายการมีลักษณะเป็นค่าจ้างหรือไม่

4. สอบสวนแล้วไม่มีความผิด นายจ้างต้องจ่ายอะไรเพิ่ม
มาตรา 117 กำหนดให้จ่ายค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานนับแต่วันที่ถูกสั่งพักงาน โดยนำเงินที่จ่ายตามมาตรา 116 มานับเป็นส่วนหนึ่งแล้ว พร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปี [1][2]
จึงไม่ได้หมายความว่าได้รับ 50% ไปแล้วจะได้อีก 100% จนรวมเป็น 150% แต่เป็นการคำนวณยอดค่าจ้างที่ควรได้รับ หักเงินที่จ่ายไปแล้ว และจ่ายส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ย
หากเงินส่วนที่ขาดมีหลายงวดหรือมีข้อโต้แย้งเรื่องวันเริ่มคิดดอกเบี้ย ต้องแยกยอดและวันที่เกี่ยวข้องให้ชัด ไม่ควรคิด 15% จากเงินเดือนทั้งหมดทั้งปีทันที และไม่ควรเหมาว่าสิทธิทุกประเภทในข้อพิพาทแรงงานใช้อัตราดอกเบี้ยเดียวกัน
ถ้าสอบแล้วพบว่ากระทำผิด ก็ไม่ได้แปลว่าเงินขั้นต่ำตามมาตรา 116 ที่ต้องจ่ายระหว่างพักจะถูกลบสิทธิย้อนหลังโดยอัตโนมัติ ส่วนสิทธิได้รับเงินเพิ่มเติมต้องตรวจผลสอบ ข้อบังคับ ข้อตกลง และความชอบของคำสั่งประกอบ
5. ไม่มีข้อบังคับให้อำนาจ แต่จ่ายครึ่งหนึ่งแล้ว ถือว่าทำถูกหรือยัง
ยังสรุปว่าถูกไม่ได้ ประเด็นนี้เห็นได้ชัดจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 978/2556 ซึ่งค้นจาก PB Legal Tech และตรวจเทียบเอกสารคำบรรยายกฎหมายแรงงานของเนติบัณฑิตยสภา [3]
ในคดีนี้ นายจ้างพักงานลูกจ้าง 7 วันเพื่อสอบสวน โดยจ่ายค่าจ้าง 50% แต่ข้อบังคับไม่ได้ให้อำนาจพักงานเพื่อสอบสวน ศาลวินิจฉัยว่านายจ้างไม่มีสิทธิทำเช่นนั้นตามมาตรา 116 และยังค้างค่าจ้างส่วนที่หักไว้ 766 บาท แม้การกระทำร้ายแรงของลูกจ้างในคดีจะเป็นเหตุให้นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ก็ตาม
หลักที่นำมาใช้คือ สิทธิเลิกจ้างเพราะความผิด กับความถูกต้องของการพักงานและการจ่ายเงิน ต้องพิจารณาแยกกัน การพิสูจน์ได้ภายหลังว่าลูกจ้างทำผิด ไม่ได้ทำให้คำสั่งพักงานเดิมที่ขาดฐานอำนาจถูกต้องย้อนหลัง
อีกประเด็นในฎีกานี้คือ การพักงานเพื่อรอสอบสวนตามข้อเท็จจริงไม่ใช่การลงโทษทางวินัย ลูกจ้างจึงอ้างว่าถูกลงโทษพักงานแล้วและห้ามเลิกจ้างซ้ำในเหตุเดียวกันไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าคำสั่งพักงานในคดีชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลยังพิจารณาเรื่องค่าจ้างที่หักไว้ต่างหาก
6. ข้อบังคับไม่เขียนเรื่องจ่ายเงินระหว่างพักงาน สิทธิขั้นต่ำยังมีหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3177/2545 มีประเด็นนายจ้างสั่งพักงานเพื่อสอบสวน 5 วัน โดยไม่มีข้อบังคับระบุการจ่ายเงินระหว่างพัก ศาลวินิจฉัยว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินระหว่างพักงานไม่น้อยกว่า 50% ของค่าจ้างตามมาตรา 116 [3]
ข้อคิดจากคดีนี้คือ นายจ้างไม่อาจใช้ความเงียบของข้อบังคับเรื่องเงินมาเป็นเหตุไม่จ่ายสิทธิขั้นต่ำ แต่ไม่ควรอ่านคดีนี้ขยายความว่า “ไม่ว่าจะมีอำนาจพักงานหรือไม่ จ่ายแค่ครึ่งเดียวก็พอ” เพราะต้องตรวจฐานอำนาจด้วยดังที่ปรากฏในฎีกา 978/2556
7. ลงโทษพักงานแล้วต้องได้เงินครึ่งหนึ่งเสมอไหม
ไม่เสมอไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9330/2542 เป็นคดีที่ลูกจ้างรับข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาว่ากระทำผิดจริง การพักงานเป็นการลงโทษทางวินัย ศาลจึงวินิจฉัยว่าไม่ใช่การพักงานระหว่างสอบสวนตามมาตรา 116 และ 117 และไม่อาจสั่งจ่ายเงินโดยอาศัยบทบัญญัติสองมาตรานั้น [3]
อย่างไรก็ตาม คดีนี้ไม่ใช่ใบอนุญาตให้นายจ้างเปลี่ยนชื่อคำสั่งเป็น “ลงโทษพักงาน” แล้วหยุดจ่ายเงินได้ทุกครั้ง ต้องตรวจว่ามีความผิดและมีอำนาจลงโทษจริงหรือไม่ ปฏิบัติตามขั้นตอนหรือไม่ และข้อบังคับหรือข้อตกลงที่เกี่ยวข้องชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมหรือไม่ด้วย
8. ระเบียบและข้อบังคับบริษัทควรตรวจเรื่องอะไรบ้าง
ก่อนออกคำสั่ง ฝ่ายบุคคลควรเปิดเอกสารที่ใช้บังคับจริง ไม่อาศัยแบบฟอร์มจากบริษัทอื่น เพราะชื่อข้อบังคับคล้ายกันอาจมีขอบเขตอำนาจต่างกัน
รายการที่ควรตรวจ ได้แก่ ผู้มีอำนาจสั่งพัก เหตุที่สั่งได้ การแยกพักระหว่างสอบสวนออกจากโทษพักงาน ระยะเวลา อัตราเงิน ขั้นตอนแจ้งคำสั่ง ช่องทางชี้แจงหรือร้องทุกข์ และวิธีดำเนินการเมื่อสอบเสร็จ สำหรับข้อบังคับที่กำหนดสิทธิดีกว่าขั้นต่ำ ต้องตรวจสิทธินั้นประกอบก่อนจ่ายเงิน
ข้อเสนอแนะในการจัดทำหนังสือคือให้ระบุฐานอำนาจ ข้อกล่าวหา ช่วงพัก อัตราเงิน ผู้ประสานงานสอบสวน วิธีส่งคำชี้แจง และวันที่ต้องกลับมารายงานตัว รายการเหล่านี้เป็นแนวทางจัดเอกสารเพื่อความชัดเจน บางรายการเป็นข้อเสนอแนะด้านการบริหาร ไม่ใช่ข้อความที่มาตรา 116 บังคับให้ต้องเขียนทุกคำ
ไม่ควรนำระเบียบพักราชการหรือระเบียบพนักงานรัฐวิสาหกิจมาใช้แทนข้อบังคับลูกจ้างเอกชนโดยตรง และบทความนี้ไม่ได้ถือว่ามีกฎกระทรวงฉบับหนึ่งกำหนดให้ทุกบริษัทพักงานโดยไม่จ่ายเงินได้ หลักการที่ใช้กับกรณีนี้อยู่ในตัวบทมาตรา 116–117 และข้อบังคับหรือข้อตกลงที่เกี่ยวข้องจริง
9. ถูกสั่งพักงาน ควรเก็บหลักฐานและดำเนินการอย่างไร
- ขอสำเนาคำสั่ง เก็บวันออกคำสั่ง วันได้รับแจ้ง วันเริ่มพักและวันสิ้นสุด รวมถึงอีเมลหรือข้อความที่สั่งไม่ให้เข้าทำงาน
- ขอข้อบังคับฉบับที่ใช้บังคับ ตรวจว่ามีอำนาจพักระหว่างสอบสวน อัตราเงิน และช่องทางร้องทุกข์อย่างไร
- เก็บหลักฐานรายได้ สลิปเงินเดือน รายการโอน ตารางทำงาน และข้อมูลวันหยุด เพื่อแยกเงินที่ควรได้กับเงินที่ได้รับจริง
- ชี้แจงข้อเท็จจริงเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุเหตุการณ์ตามจริง พร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง โดยเก็บเฉพาะข้อมูลที่มีสิทธิเข้าถึง
- ติดตามผลและวันกลับทำงาน อย่าเข้าใจเองว่าการพักงานเท่ากับการเลิกจ้าง หากคำสั่งกำกวมหรือเลยกำหนด ควรติดต่อขอคำชี้แจงและเก็บหลักฐานว่าพร้อมปฏิบัติงาน
- เมื่อมีข้อพิพาทเรื่องเงิน สามารถปรึกษาพนักงานตรวจแรงงานในท้องที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณายื่นคำร้องตามมาตรา 123 หรือปรึกษาทนายเรื่องแนวทางศาลแรงงานให้เหมาะกับสิทธิที่เรียกร้อง [1]
หากพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว และฝ่ายใดไม่พอใจ มาตรา 125 กำหนดให้นำคดีสู่ศาลภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่ง โดยกรณีนายจ้างเป็นฝ่ายฟ้องต้องวางเงินตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งด้วย กำหนด 30 วันนี้เป็นกำหนดโต้แย้งคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ไม่ใช่อายุความของสิทธิแรงงานทุกเรื่อง [1]
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการพักงานระหว่างสอบสวน
บริษัทสั่งพักงานทางโทรศัพท์อย่างเดียวได้ไหม
สำหรับการพักงานระหว่างสอบสวนตามมาตรา 116 ต้องมีคำสั่งเป็นหนังสือ ระบุความผิดและระยะเวลา พร้อมแจ้งก่อนพัก การโทรบอกอย่างเดียวจึงไม่ครบเงื่อนไข ลูกจ้างควรขอหนังสือและเก็บหลักฐานการติดต่อไว้
นายจ้างสั่งพัก 15 วันและจ่าย 50% ได้หรือไม่
ไม่สอดคล้องกับเพดานพักงานไม่เกิน 7 วันตามมาตรา 116 การจ่ายเงินครึ่งหนึ่งไม่ได้ทำให้คำสั่งที่เกินเพดานถูกต้อง ส่วนสิทธิเงินที่ต้องจ่ายจริงต้องตรวจลักษณะคำสั่งและข้อเท็จจริงทั้งหมด
เซ็นรับทราบคำสั่งพักงานเท่ากับยอมรับผิดไหม
ไม่ใช่โดยตัวมันเอง ต้องอ่านว่าลงชื่อเพื่อรับเอกสารหรือรับทราบเท่านั้น หรือมีข้อความรับสารภาพ ยอมรับหนี้ หรือสละสิทธิรวมอยู่ด้วย ควรขอสำเนาเอกสารทุกหน้าที่ลงชื่อ
ถูกพักงานแล้วนายจ้างเลิกจ้างต่อได้ไหม
การพักระหว่างสอบสวนไม่ใช่การลงโทษทางวินัยโดยอัตโนมัติ เมื่อสอบเสร็จนายจ้างอาจพิจารณาดำเนินการต่อได้ แต่เหตุเลิกจ้าง สิทธิค่าชดเชย ค่าบอกกล่าว และความถูกต้องของค่าจ้างระหว่างพักต้องแยกตรวจ ไม่ใช่ดูเพียงว่ามีคำสั่งพักงานมาก่อน
สอบสวนแล้วไม่ผิด จะได้เงินเพิ่มอีกเท่าไร
ต้องคำนวณให้ครบค่าจ้างตามมาตรา 117 โดยหักเงินที่จ่ายระหว่างพักไปแล้ว และคิดดอกเบี้ย 15% ต่อปีตามสิทธิ ไม่ใช่ได้รับเพิ่มอีก 100% นอกเหนือจากเงินที่รับไปแล้วทั้งหมด
ปรึกษาเรื่องพักงานและค่าจ้างกับทนายโซเชียล
ถ้าคำสั่งพักงานไม่ชัดเจน ถูกหักค่าจ้าง หรือสอบสวนแล้วไม่ได้รับเงินส่วนที่เหลือ ควรนำคำสั่ง ข้อบังคับ สลิปเงินเดือน และลำดับเหตุการณ์มาตรวจร่วมกัน เพื่อประเมินสิทธิและแนวทางดำเนินการตามข้อเท็จจริง
บริษัท ทนายโซเชียล จำกัด โทร 095-169-9998 | ปรึกษาทาง LINE | ติดต่อสำนักงาน
อ่านต่อ: นายจ้างหักเงินเดือนเมื่อลูกจ้างทำของเสียหายได้แค่ไหน · ลูกจ้างลาออกไม่แจ้งล่วงหน้า นายจ้างทำอะไรได้บ้าง · สิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง
บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไป ผลของข้อพิพาทขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และกฎหมายที่ใช้กับการจ้างนั้น
บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาสำหรับคดีใดคดีหนึ่ง ผลของแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและเอกสาร ควรปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจ


