แรงงาน

เลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย ทำได้เมื่อไร? 6 กรณีตามมาตรา 119 พร้อมวิธีเขียนหนังสือเตือนและหนังสือเลิกจ้างให้ใช้ได้ในศาล

6 กรณีที่นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 วิธีเขียนหนังสือเตือนและหนังสือเลิกจ้างให้ใช้ได้ในศาล พร้อมฎีกา เอกสาร และคำถามที่นายจ้างสงสัย

โดย ทีมทนายความ ทนายโซเชียล··อ่าน 15 นาที
เลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย ทำได้เมื่อไร? 6 กรณีตามมาตรา 119 พร้อมวิธีเขียนหนังสือเตือนและหนังสือเลิกจ้างให้ใช้ได้ในศาล

คำตอบสั้น: นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้เฉพาะ 6 กรณีตามมาตรา 119 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้แก่ ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย ประมาทจนนายจ้างเสียหายร้ายแรง ฝ่าฝืนระเบียบหลังได้รับหนังสือเตือน ละทิ้งหน้าที่ 3 วันทำงานติดต่อกัน และต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด เงื่อนไขสำคัญคือต้องเขียนเหตุเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้าง หรือแจ้งให้ลูกจ้างทราบในขณะเลิกจ้าง ถ้าไม่ระบุ นายจ้างยกเหตุนั้นขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้ (มาตรา 119 วรรคสอง)

เจ้าของกิจการหลายรายเลิกจ้างลูกจ้างที่ทำผิดแล้วคิดว่า “เขาผิดเอง ไม่ต้องจ่ายอะไร” แต่เมื่อลูกจ้างไปร้องพนักงานตรวจแรงงานหรือฟ้องศาลแรงงาน นายจ้างกลับต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ดอกเบี้ย และอาจต้องจ่ายค่าเสียหายฐานเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเพิ่มอีก สาเหตุส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ลูกจ้างไม่ผิด แต่อยู่ที่นายจ้างเลือกเหตุผิดมาตรา เขียนหนังสือเลิกจ้างไม่ครบ หรือไม่มีหลักฐาน

บทความนี้เขียนสำหรับเจ้าของกิจการ ผู้จัดการ และฝ่ายบุคคล อธิบายทีละกรณีว่ากฎหมายและศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไร ต้องเตรียมเอกสารอะไร และควรเขียนหนังสือเตือนกับหนังสือเลิกจ้างอย่างไรให้ใช้ได้จริงในศาล

ค่าชดเชยคืออะไร และต้องจ่ายเท่าไร ถ้าไม่เข้ามาตรา 119

ค่าชดเชยคือเงินที่นายจ้างต้องจ่ายเมื่อเลิกจ้างลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบ 120 วันขึ้นไป ตามมาตรา 118 คำว่า “เลิกจ้าง” รวมถึงการที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด อัตราขั้นต่ำเป็นดังนี้

อายุงานติดต่อกันค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย
ครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี30 วัน
ครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี90 วัน
ครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี180 วัน
ครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี240 วัน
ครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี300 วัน
ครบ 20 ปีขึ้นไป400 วัน

นอกจากค่าชดเชย ถ้าเลิกจ้างสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือ นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 และ 17/1 ด้วย แต่ถ้าเลิกจ้างด้วยเหตุตามมาตรา 119 นายจ้างไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ตามมาตรา 17 วรรคสี่ ซึ่งยกเว้นทั้งกรณีมาตรา 119 และกรณีตามมาตรา 583 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ดังนั้นถ้าเหตุเลิกจ้างเข้ามาตรา 119 จริง นายจ้างประหยัดได้ทั้งค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า แต่ถ้าไม่เข้า ต้องจ่ายทั้งสองอย่าง

6 กรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามมาตรา 119 พร้อมฎีกา

6 กรณีที่นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย (มาตรา 119)

1. ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง (มาตรา 119 (1))

เช่น ยักยอกเงินขาย เบิกค่าใช้จ่ายเท็จ รับเงินจากลูกค้าแล้วไม่นำส่ง หรือขโมยทรัพย์สินของบริษัท ในฎีกาที่ 8017/2560 ลูกจ้างนำรถและเบิกค่าน้ำมันโดยไม่มีสิทธิ ศาลถือว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ตามมาตรา 119 (1)

หลักฐานที่ควรมี: เอกสารการเบิกจ่าย ใบเสร็จ สลิปโอน รายงานตรวจสอบภายใน ภาพกล้องวงจรปิด บันทึกถ้อยคำของลูกจ้างและพยาน และถ้าเป็นความผิดอาญา ควรมีใบรับแจ้งความ

2. จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย (มาตรา 119 (2))

ต้องพิสูจน์ได้ว่าลูกจ้าง “ตั้งใจ” ให้เกิดความเสียหาย ไม่ใช่แค่ทำงานผิดพลาด ในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 770–775/2560 ลูกจ้างนัดกันลาป่วยพร้อมกันเพื่อกดดันนายจ้าง ศาลถือว่าเป็นการจงใจทำให้นายจ้างเสียหาย

หลักฐานที่ควรมี: ข้อความแชตหรืออีเมลที่แสดงเจตนา ตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และลำดับเหตุการณ์

3. ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง (มาตรา 119 (3))

กรณีนี้ไม่ต้องมีเจตนา แต่ความเสียหายต้อง “ร้ายแรง” ความผิดพลาดเล็กน้อยไม่เข้ามาตรานี้ ในฎีกาที่ 4433/2550 ลูกจ้างละเลยหน้าที่จนนายจ้างเสียหายอย่างร้ายแรง ศาลวินิจฉัยว่าเข้ามาตรา 119 (3)

หลักฐานที่ควรมี: คู่มือหรือคำสั่งที่กำหนดหน้าที่ของลูกจ้างไว้ชัด หลักฐานว่าลูกจ้างไม่ทำตาม และมูลค่าความเสียหาย เช่น ใบเสนอราคาซ่อม ใบแจ้งค่าปรับจากลูกค้า

4. ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม หลังได้รับหนังสือเตือน (มาตรา 119 (4))

เป็นกรณีที่นายจ้างใช้บ่อยที่สุดและพลาดบ่อยที่สุด เงื่อนไขมี 4 ข้อ

  1. มีข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม
  2. ลูกจ้างฝ่าฝืน และนายจ้างตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว
  3. ลูกจ้างทำผิดซ้ำในเรื่องเดียวกันกับที่ถูกเตือน
  4. การทำผิดซ้ำต้องเกิดภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิดครั้งแรก เพราะหนังสือเตือนมีผลไม่เกิน 1 ปี

ข้อยกเว้น: ถ้าเป็น “กรณีที่ร้ายแรง” นายจ้างเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องเตือนก่อน ในฎีกาที่ 535/2560 ผู้บริหารเงินสดนำเงินออกจากสาขาโดยไม่มีอำนาจ ศาลถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบในกรณีร้ายแรง

รายละเอียดเรื่องหนังสือเตือนอยู่ในหัวข้อถัดไป

5. ละทิ้งหน้าที่ 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร (มาตรา 119 (5))

นับเฉพาะ “วันทำงาน” ติดต่อกัน ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ และต้องไม่มีเหตุอันสมควร เช่น เจ็บป่วยกะทันหันหรือเหตุสุดวิสัย ในฎีกาที่ 1975–1976/2560 ลูกจ้างไม่ไปทำงานตามคำสั่งย้ายหลังถูกเตือนและขาดงานเกิน 3 วันทำงานติดต่อกัน ศาลถือว่าละทิ้งหน้าที่

ในทางกลับกัน ลูกจ้างที่ออกจากจุดทำงานไปชั่วครู่ เช่น ไปเข้าห้องน้ำ ยังไม่ถือว่าละทิ้งหน้าที่ ตามฎีกาที่ 10453/2546

หลักฐานที่ควรมี: บันทึกเวลาเข้างาน ตารางกะ หลักฐานว่านายจ้างพยายามติดต่อลูกจ้างแล้ว เช่น ประวัติโทรหรือข้อความ LINE

ข้อควรระวัง: ถ้าลูกจ้างแจ้งลาออกไว้ล่วงหน้าแล้ว นายจ้างจะอ้างว่าลูกจ้างละทิ้งหน้าที่หลังวันลาออกไม่ได้ ตามฎีกาที่ 5737/2561 (ดูเพิ่มเรื่องลูกจ้างลาออกไม่แจ้งล่วงหน้า)

6. ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด (มาตรา 119 (6))

ต้องเป็นคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ถ้าเป็นความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ต้องเป็นกรณีที่ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายด้วย ตามฎีกาที่ 2909/2524 การต้องโทษจำคุกต้องเกิดขึ้นในขณะที่ยังเป็นลูกจ้าง

ถ้าคดียังไม่ถึงที่สุด นายจ้างยังอ้างข้อนี้ไม่ได้ ระหว่างนั้นนายจ้างอาจพิจารณาเรื่องพักงานระหว่างสอบสวนแทน

หนังสือเตือนแบบไหนใช้ได้ในศาล

ศาลฎีกาวางหลักเรื่องหนังสือเตือนไว้มาก สรุปเป็นข้อปฏิบัติได้ดังนี้

ประเด็นหลักที่ศาลวางไว้ฎีกา
ต้องเป็นคำเตือนของนายจ้างเอกสารที่เป็นคำรับสารภาพหรือทัณฑ์บนของลูกจ้างเอง โดยไม่มีถ้อยคำเตือนของนายจ้าง ไม่ใช่หนังสือเตือน180/2526, 4159/2531
ต้องเจาะจงตัวลูกจ้างประกาศทั่วไปถึงพนักงานทุกคน ไม่ใช่หนังสือเตือน1746/2528
ต้องระบุการกระทำผิดและเตือนไม่ให้ทำซ้ำหนังสือที่ตำหนิว่าขาดความรับผิดชอบ แต่ไม่ระบุว่าทำผิดเรื่องใด และไม่เตือนว่าถ้าทำอีกจะถูกลงโทษ ใช้ไม่ได้1120/2544
ตัวอย่างที่ใช้ได้ระบุวันที่ลูกจ้างขาดงาน และเตือนไม่ให้ทำซ้ำ4025/2548
ไม่มีแบบบังคับกฎหมายไม่กำหนดแบบ ลูกจ้างไม่ลงชื่อรับก็ยังมีผล6251/2534, 5560/2530
ต้องทำผิดเรื่องเดียวกันเตือนเรื่องหนึ่ง แล้วไปทำผิดอีกเรื่องหนึ่ง เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยไม่ได้73/2524, 2790/2527, 1461/2548
ตัวอย่างเรื่องเดียวกันที่ใช้ได้ขัดคำสั่งย้าย ถูกเตือน แล้วขัดคำสั่งย้ายอีกภายใน 1 ปี364/2548, 3446/2549
ใช้โทรศัพท์ในเวลางานซ้ำหลังเตือนใช้โทรศัพท์และแชตในเวลางานเป็นประจำ หลังได้รับหนังสือเตือนแล้วยังทำอีก เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย2654/2557
หนังสือเตือนที่ใช้ได้ในศาล ต้องมีอะไรบ้าง ตามมาตรา 119 (4)

สิ่งที่หนังสือเตือนควรมี

  1. ชื่อ ตำแหน่ง และรหัสพนักงานของลูกจ้าง
  2. วัน เวลา และสถานที่ที่ลูกจ้างกระทำผิด
  3. ข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างทำอะไร เขียนให้คนนอกอ่านแล้วเข้าใจ
  4. ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งที่ฝ่าฝืน ระบุเลขข้อให้ชัด
  5. ถ้อยคำเตือนว่า “หากกระทำผิดในเรื่องเดียวกันนี้อีก บริษัทจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย”
  6. วันที่ออกหนังสือ และลายมือชื่อผู้มีอำนาจ
  7. ช่องลงชื่อรับทราบของลูกจ้าง และช่องพยาน ถ้าลูกจ้างไม่ยอมลงชื่อ ให้บันทึกว่าได้อ่านให้ฟังต่อหน้าพยาน หรือส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ หรืออีเมลที่ลูกจ้างใช้ประจำ

ข้อควรระวัง: หนังสือเตือนมีผล 1 ปี นับแต่วันที่ลูกจ้างทำผิด ไม่ใช่นับแต่วันออกหนังสือ ถ้าออกหนังสือช้า เวลาที่ใช้ได้จะเหลือน้อยลง ควรออกหนังสือเตือนโดยเร็วหลังเกิดเหตุ

นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย ประกาศใช้ภายใน 15 วันนับแต่มีลูกจ้างครบ 10 คน และปิดประกาศให้เห็นในที่ทำงาน ตามมาตรา 108 ข้อบังคับนี้ต้องมีเรื่องวินัย โทษทางวินัย และการเลิกจ้าง ข้อบังคับที่เขียนชัดว่าการกระทำใดเป็น “ความผิดร้ายแรง” จะช่วยนายจ้างได้มากเมื่อต้องอ้างกรณีร้ายแรงที่ไม่ต้องเตือน

หนังสือเลิกจ้างต้องเขียนอย่างไร (มาตรา 119 วรรคสอง)

กฎหมายกำหนดว่า ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง หรือไม่ได้แจ้งเหตุให้ลูกจ้างทราบในขณะเลิกจ้าง นายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้ ผลในทางปฏิบัติคือ ต่อให้ลูกจ้างทุจริตจริง แต่หนังสือเลิกจ้างเขียนเพียงว่า “ไม่ผ่านการประเมิน” หรือ “บริษัทปรับโครงสร้าง” นายจ้างจะไปอ้างเรื่องทุจริตในศาลไม่ได้

หนังสือเลิกจ้างที่ดีควรมี

  1. วันที่ออกหนังสือ และวันที่เลิกจ้างมีผล
  2. ข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุเลิกจ้าง เขียนให้ครบทุกเหตุที่จะใช้ เช่น วันเวลา การกระทำ และความเสียหาย
  3. มาตราที่อ้าง เช่น มาตรา 119 (1) หรือ (4) และเลขที่หนังสือเตือนที่เคยออก
  4. ข้อบังคับข้อที่ฝ่าฝืน
  5. รายการเงินที่นายจ้างยังต้องจ่าย เช่น ค่าจ้างถึงวันเลิกจ้าง และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมตามมาตรา 67
  6. การคืนทรัพย์สินของบริษัท และการคืนหลักประกันการทำงาน (ถ้ามี) ภายใน 7 วันตามมาตรา 10
  7. ลายมือชื่อผู้มีอำนาจ และหลักฐานการส่งมอบ

เงินที่นายจ้างยังต้องจ่าย แม้เลิกจ้างตามมาตรา 119

  • ค่าจ้างและเงินอื่นที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับถึงวันเลิกจ้าง: ต้องจ่ายภายใน 3 วันนับแต่วันเลิกจ้าง ตามมาตรา 70
  • ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสม: มาตรา 67 วรรคสองกำหนดให้จ่ายไม่ว่าการเลิกจ้างจะเข้ามาตรา 119 หรือไม่ (ส่วนวันหยุดตามสัดส่วนของปีที่เลิกจ้างตามวรรคหนึ่ง ใช้เฉพาะกรณีเลิกจ้างที่ไม่ใช่มาตรา 119)
  • หลักประกันการทำงาน: ถ้าเคยเรียกไว้ ต้องคืนพร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี) ภายใน 7 วัน ตามมาตรา 10

ถ้านายจ้างไม่จ่ายเงินเหล่านี้ตามกำหนด อาจต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และถ้าจงใจไม่จ่ายโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ทุกระยะ 7 วัน ตามมาตรา 9

ถ้าลูกจ้างทำทรัพย์สินเสียหาย นายจ้างจะหักค่าจ้างได้เฉพาะตามเงื่อนไขของกฎหมาย อ่านเพิ่มเรื่องลูกจ้างทำของเสียหาย นายจ้างหักเงินเดือนได้แค่ไหน

7 ขั้นตอนที่นายจ้างควรทำก่อนเลิกจ้างตามมาตรา 119

ขั้นตอนที่นายจ้างควรทำ ก่อนเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย

  1. เก็บหลักฐานทันทีที่พบเหตุ: สำรองภาพกล้องวงจรปิด เพราะหลายระบบลบเองภายใน 7–30 วัน สำเนาเอกสาร และพิมพ์ข้อความแชตพร้อมวันเวลา
  2. ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง: ให้ลูกจ้างได้ชี้แจงเป็นหนังสือ และบันทึกถ้อยคำพยาน
  3. พักงานถ้าจำเป็น: ทำได้ตามข้อบังคับ และต้องจ่ายเงินระหว่างพักงานตามที่กฎหมายกำหนด
  4. เลือกมาตราให้ตรงกับข้อเท็จจริง: ถ้าไม่แน่ใจว่าเข้ามาตรา 119 การจ่ายค่าชดเชยแล้วเลิกจ้างด้วยเหตุผลที่สมควร มักมีความเสี่ยงต่ำกว่า
  5. เขียนหนังสือเลิกจ้างให้ครบทุกเหตุ ตามหัวข้อก่อนหน้า
  6. ส่งมอบหนังสือเลิกจ้างต่อหน้าพยาน หรือส่งไปรษณีย์ตอบรับ และเก็บหลักฐานการส่ง
  7. จ่ายเงินที่ยังต้องจ่ายตามกำหนด และแจ้งประกันสังคมว่าลูกจ้างพ้นสภาพ

เอกสารและหลักฐานที่ต้องเตรียมไว้ใช้ในศาลแรงงาน

เอกสารใช้พิสูจน์อะไร
สัญญาจ้าง ใบสมัคร คำบรรยายลักษณะงาน (Job Description)หน้าที่ของลูกจ้าง
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และหลักฐานการปิดประกาศลูกจ้างรู้กฎ และกฎชอบด้วยกฎหมาย
หนังสือเตือนพร้อมหลักฐานการส่งมอบเงื่อนไขของมาตรา 119 (4)
บันทึกเวลาทำงาน ตารางกะ ใบลาการขาดงานและละทิ้งหน้าที่
รายงานการสอบข้อเท็จจริง บันทึกถ้อยคำ คำชี้แจงของลูกจ้างนายจ้างให้โอกาสชี้แจงและตัดสินอย่างเป็นธรรม
ภาพกล้องวงจรปิด แชต อีเมล เอกสารบัญชีการกระทำผิดจริง
หลักฐานความเสียหาย เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบเสนอราคาซ่อมความเสียหายตามมาตรา 119 (2) และ (3)
หนังสือเลิกจ้างและหลักฐานการส่งเหตุที่แจ้งไว้ตามมาตรา 119 วรรคสอง
สลิปเงินเดือน หลักฐานการจ่ายเงินหลังเลิกจ้างนายจ้างจ่ายเงินที่ต้องจ่ายครบแล้ว

ข้อผิดพลาดที่ทำให้นายจ้างแพ้คดีบ่อย

  • เตือนด้วยวาจาอย่างเดียว ไม่มีหนังสือเตือน
  • หนังสือเตือนเขียนกว้าง ๆ ว่า “ไม่ตั้งใจทำงาน” ไม่ระบุการกระทำ
  • เตือนเรื่องมาสาย แล้วเลิกจ้างเพราะเรื่องอื่น
  • เลิกจ้างเมื่อเกิน 1 ปีนับแต่วันที่ลูกจ้างทำผิดครั้งที่ถูกเตือน
  • หนังสือเลิกจ้างไม่ระบุเหตุ แล้วมาอ้างเหตุใหม่ในศาล
  • ให้ลูกจ้างเขียนใบลาออกแทนการเลิกจ้าง ในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 841/2562 การบังคับให้ลูกจ้างเขียนใบลาออกโดยไม่สมัครใจ ถือเป็นการเลิกจ้าง
  • ตีความ “กรณีร้ายแรง” กว้างเกินไป โดยไม่มีข้อบังคับรองรับ

คำถามที่นายจ้างถามบ่อย

ลูกจ้างทุจริต เลิกจ้างทันทีได้เลยหรือไม่

ได้ ถ้าการทุจริตต่อหน้าที่หรือการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างพิสูจน์ได้ นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (1) และมาตรา 17 วรรคสี่ แต่ต้องระบุข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุไว้ในหนังสือเลิกจ้าง และควรเก็บหลักฐานไว้ให้ครบก่อนเลิกจ้าง

เตือนด้วยวาจาแล้ว ถือเป็นหนังสือเตือนหรือไม่

ไม่ถือ มาตรา 119 (4) ใช้คำว่าตักเตือนเป็นหนังสือ การเตือนด้วยวาจาจึงใช้เป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยไม่ได้ ยกเว้นกรณีที่ร้ายแรงซึ่งกฎหมายไม่บังคับให้เตือนก่อน

หนังสือเตือนมีอายุกี่ปี

มีผลไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด ไม่ใช่นับแต่วันที่ออกหนังสือ ถ้าลูกจ้างทำผิดซ้ำหลังพ้น 1 ปี นายจ้างอ้างหนังสือเตือนฉบับเดิมไม่ได้

ลูกจ้างไม่ยอมเซ็นรับหนังสือเตือน ใช้ได้หรือไม่

ใช้ได้ กฎหมายไม่กำหนดแบบของหนังสือเตือน และลูกจ้างไม่ลงชื่อรับก็ยังมีผล ตามฎีกาที่ 6251/2534 และ 5560/2530 นายจ้างควรอ่านให้ฟังต่อหน้าพยาน บันทึกการปฏิเสธ หรือส่งไปรษณีย์ตอบรับ

เตือนเรื่องมาสาย แล้วลูกจ้างไปทำผิดเรื่องอื่น เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้หรือไม่

ไม่ได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าลูกจ้างต้องทำผิดซ้ำในเรื่องเดียวกับที่ถูกเตือน เช่น ฎีกาที่ 73/2524, 2790/2527 และ 1461/2548 ถ้าเป็นคนละเรื่อง นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย

ลูกจ้างขาดงาน 3 วันโดยมีวันหยุดคั่น ถือว่าละทิ้งหน้าที่หรือไม่

ถือได้ มาตรา 119 (5) นับ 3 วันทำงานติดต่อกัน ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ แต่ต้องเป็นการขาดงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร นายจ้างควรเก็บบันทึกเวลาและหลักฐานการติดต่อลูกจ้างไว้

หนังสือเลิกจ้างไม่ได้ระบุเหตุ จะไปอ้างในศาลได้หรือไม่

ไม่ได้ มาตรา 119 วรรคสองกำหนดว่า ถ้านายจ้างไม่ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้าง หรือไม่แจ้งให้ลูกจ้างทราบในขณะเลิกจ้าง จะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้

เลิกจ้างตามมาตรา 119 แล้ว ยังต้องจ่ายเงินอะไรอีก

ต้องจ่ายค่าจ้างและเงินอื่นที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับถึงวันเลิกจ้างภายใน 3 วันตามมาตรา 70 ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมตามมาตรา 67 วรรคสอง และคืนหลักประกันการทำงาน (ถ้ามี) ภายใน 7 วันตามมาตรา 10

สรุปสำหรับนายจ้าง

การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยทำได้ แต่ต้องเข้า 1 ใน 6 กรณีของมาตรา 119 และต้องพิสูจน์ได้ด้วยเอกสาร ส่วนที่นายจ้างพลาดบ่อยที่สุดคือหนังสือเตือนกับหนังสือเลิกจ้าง ถ้าสองฉบับนี้เขียนถูก ความเสี่ยงที่ศาลจะสั่งให้จ่ายค่าชดเชยจะลดลงมาก ก่อนเลิกจ้างลูกจ้างที่อายุงานนานหรือค่าจ้างสูง ควรให้ทนายตรวจข้อเท็จจริงและร่างหนังสือก่อน

แหล่งอ้างอิง

  • พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 9, 10, 17, 17/1, 67, 70, 108, 118, 119 (หมวด 11 ค่าชดเชย, หมวด 1 บททั่วไป, หมวด 9 การควบคุม)
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583
  • คำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตามที่อ้างในบทความ ตรวจฉบับเต็มได้ที่ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา deka.supremecourt.or.th

บทความนี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป ผลของแต่ละเรื่องขึ้นกับข้อเท็จจริงและเอกสารของกิจการนั้น ปรับปรุงล่าสุดเดือนพฤศจิกายน 2569

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาสำหรับคดีใดคดีหนึ่ง ผลของแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและเอกสาร ควรปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจ

แชตกับทนาย โทรหาทนาย